ในโลกจิตวิทยา พัฒนาการของเด็ก จะสมบูรณ์ได้ ต้องผ่านช่วงเรียนรู้ความพ่ายแพ้ แต่ในโลกการเมืองของ "พรรคสีส้ม" ดูเหมือนเข็มนาฬิกาพัฒนาการนี้ จะหยุดอยู่ที่ช่วง Temper Tantrum หรือที่เรียกว่า “สภาวะอาละวาดเมื่อไม่ได้ดั่งใจ...” โดยมี "พี่เลี้ยง" ระดับแกนนำ คอยกระซิบข้างหูว่า ...
“หนูไม่ได้ทำผิดนะ คนอื่นต่างหากที่แกล้งหนู”
Temper Tantrum ทางการเมือง
เมื่อผลลัพธ์ ไม่เป็นไปอย่างที่ใจต้องการ... การประท้วง กกต. หลังทราบผลการเลือกตั้ง ที่ไม่เป็นไปตามโพลส่วนตัว และสื่อจัดตั้ง ก่อนหน้านี้ ... พฤติกรรมนี้ ไม่ใช่การใช้สิทธิเสรีภาพตามปกติ แต่มันคือ Political Tantrum ที่ถูกจัดตั้งมาอย่างดี
เมื่อเด็กน้อย (มวลชน) เริ่มส่งเสียงกรีดร้อง และลงไปนอนดิ้นพราดๆ กับพื้นถนน ... “พี่เลี้ยง” แทนที่ จะเข้ามาปลอบ หรือสอนเหตุผล ... กลับเลือกที่จะ "สปอยล์" ด้วยการส่งไมโครโฟนให้ แล้วบอกว่า
"ร้องให้ดังกว่านี้หนู เผื่อผู้ใหญ่เขาจะกลัวจนต้องเปลี่ยนกติกาให้เราชนะ" ( ใจร้าย และอำมหิต มาก)
นี่คือ การใช้ความคับข้องใจ (Frustration) ของมวลชน (เด็ก) มาเป็นเกราะกำบังความล้มเหลวของยุทธศาสตร์พรรคของตัวเอง ได้อย่างเห็นแก่ตัวที่สุด และน่าสมเพช ที่สุด
..... คือ การโยนความรู้สึก ความผิด ออกไปยังผู้อื่น
กลไกทางจิตนี้ ที่เรียกว่า Projection ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธหลักในเชิงกลยุทธ์ แกนนำพรรคส้ม มักจะทำหน้าที่เป็น "นักฉายภาพ" (Projector) ตัวยง .....
- เมื่อวางแผนพลาด ..... แทนที่จะยอมรับว่าประเมินฐานเสียงผิด กลับ "ฉายภาพ" ไปที่ กกต. ว่าสะกดคะแนนผิดหรือแอบเปลี่ยนหีบ
- เมื่อถูกจับได้ว่าทำผิดกฎ .... แทนที่จะสู้ด้วยข้อเท็จจริง กลับ "ฉายภาพ" ว่าองค์กรอิสระเป็นยักษ์มาร ที่คอยจ้องจะงับเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์
- เมื่อแพ้ ..... บอกว่ามีการโกง (แม้จะไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์)
- เมื่อทำผิดกติกา ..... บอกว่ากติกาไม่เป็นธรรม
- เมื่อถูกตรวจสอบ ..... บอกว่าถูกกลั่นแกล้ง
นี่คือการผลักภาระความรับผิดชอบ (Responsibility) ออกจากตัวอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อรักษาความรู้สึกว่า "ฉันยังเป็นเด็กดี (และผู้ชนะ) อยู่เสมอ"
3. บทบาทพี่เลี้ยง กับ การเพาะบ่มลัทธิ "เหยื่อ" (Victimhood)
"..... ความน่ากลัวที่สุด ไม่ใช่เด็กที่งอแง ..." แต่คือแกนนำ ที่คอยปลูกฝังว่า "การเป็นเหยื่อ คือ ความชอบธรรม"
ยุทธศาสตร์นี้ หวังผลให้มวลชน ตกอยู่ในภาวะ ตัดขาดจากโลกความจริง ( Dissociation ) จนเชื่อว่า โลกทั้งใบ กำลังรุมรังแกพวกเขาอยู่ .....
พี่เลี้ยง (แกนนำใจร้าย) เหล่านี้ รู้ดีว่า ถ้าเด็กยอมรับความพ่ายแพ้ และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ (มีวุฒิภาวะ) พวกเขาจะควบคุมยาก.... ดังนั้น การรักษาอาการ Tantrum ให้คงอยู่คู่กับมวลชน จึงเป็น "นโยบายหลัก" ที่สำคัญกว่าการพัฒนาประเทศเสียอีก ....
ถึงเวลาต้อง “Time-out”
( สังคมต้องเลิก "โอ๋" ได้แล้ว )
หากเราเปรียบสังคม เป็นพ่อแม่ การยอมตามใจเด็ก ที่กำลังอาละวาด เพียงเพื่อให้เด็กเงียบเสียงลง จะยิ่งทำให้พฤติกรรมนี้ ฝังรากลึก .... การปล่อยให้มวลชนทำ Time-out คือ การปล่อยให้เขาสงบสติอารมณ์ในพื้นที่จำกัด เพื่อให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ได้เริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง .....เพื่อทบทวนความจริงในคูหาเลือกตั้ง และการยืนกรานในกติกาที่ผ่านพ้นไปแล้ว คือ วิธีเดียว ที่จะดัดนิสัย "การเมืองอนุบาล" ให้ก้าวข้ามความงอแงไปสู่ความเป็นอารยะได้เสียที
หากเรายังปล่อยให้ "วัฒนธรรมงอแง" และ การ "โบ้ยความผิด" กลายเป็นบรรทัดฐาน เพียงเพราะความไม่สมหวัง เราก็อาจจะได้เห็นแค่ การเมืองระดับอนุบาล ที่ไม่มีวันเติบโตเป็นประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะได้เลย ....
วรรคส่งท้าย
เมื่อ "อุดมการณ์" กลายเป็นกับดัก และ "ความรัก" มีไว้ให้แค่ลูกตัวเอง
สิ่งที่น่าสมเพช และเวทนาที่สุดในวงจร Temper Tantrum ทางการเมืองนี้ ไม่ใช่การที่เด็กๆ ออกมางอแงไม่ยอมรับกติกา แต่ คือการที่ "พี่เลี้ยง" ในคราบนักการเมือง คอยเป่าหูยั่วยุ ให้เยาวชนผู้อ่อนต่อโลก ก้าวข้ามเส้นสมมติที่เรียกว่า "กฎหมาย" จนสุดท้าย ต้องเผชิญชะตากรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ....
เราเห็นภาพซ้ำๆ ของเด็กวัยใส ที่ต้องเสียอนาคต เพราะคดีความ บางคนต้องระหกระเหินหนีไปต่างแดนอย่างไร้จุดหมาย และที่น่าสลดใจที่สุด คือบางชีวิตต้องมาจบลงอย่างโดดเดี่ยวในเรือนจำ... ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อเซ่นสังเวย "อีโก้" ของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “ผู้ก้าวหน้า” แต่กลับถอยหลังลงคลองในเรื่องจริยธรรม ....
ในขณะที่แกนนำพรรคส้ม เที่ยวป่าวประกาศ เรื่องความเท่าเทียมบนเวที แต่ความจริง ที่ปรากฏกลับช่างย้อนแย้ง และน่าสมเพช เพราะในยามที่ ลูกชาวบ้านต้องเปลี่ยนจากชุดนักเรียน เป็น 'ชุดสีกากีพ่วงตรวน' อยู่ในห้องขัง.. หลังลูกกรง เหล่าบรรดาแกนนำ กลับประคบประหงม ลูกน้อยของตนเอง ไว้ใน "Safe Zone" ที่มิดชิดที่สุด ไม่เคยมีสักครั้งที่พวกเขาจะส่งแก้วตาดวงใจของตนเองมาประจันหน้ากับกฎหมายเหมือนที่ทำกับลูกหลานคนอื่น .....
มันคือสัจธรรมที่เจ็บปวด และแสบลึกถึงขั้วหัวใจ จนสังคมอดไม่ได้ที่จะตราหน้าถึงความเหลื่อมล้ำที่ถูกฉาบไว้ด้วยสีส้มว่า"... ในวันที่ท้องถนนลุกเป็นไฟ... ลูกของแกนนำไปติดทีมชาติ แต่ลูกชาวบ้านกลับต้องไปติดคุก ! .... "
เรื่องที่เกี่ยวข้อง และน่าอ่าน







