ภาพนี้ ไม่ได้แค่ล้อเลียนความฉาบฉวยของโซเชียลมีเดีย แต่มันเป็นกระจกสะท้อนความจริง ที่โหดร้ายว่า
"ความเก่งอย่างเดียว อาจไม่พอในยุคที่เสียงใครดังกว่า (หรือใครสวยกว่า) คือผู้ชนะ"
แต่มันก็มีแง่คิดได้อีกแง่มุมที่เป็นบวกได้อยู่นะครับ .... คือ จำนวนไลก์ 103 ไลก์ของรูปนกฮูก อาจจะเป็นไลก์จากคนที่ "ชื่นชมงานจริงๆ" ในขณะที่ 4,000 กว่าไลก์ของรูปซ้าย อาจเป็นเพียงความสนใจที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป โดยไม่มีใครจดจำตัวชิ้นงานได้เลย ...
คุณรู้สึกว่า ภาพนี้ มันสะท้อนถึงสิ่งที่คุณกำลังเจออยู่ในชีวิตจริงตอนนี้ หรือ เป็นแค่ความรู้สึกเสียดายแทน คนตั้งใจทำงานทั่วไปครับ ?
เมื่อขยะมีราคา
แต่คุณค่ากลายเป็นสิ่งไร้ตัวตน..."
แต่คุณค่ากลายเป็นสิ่งไร้ตัวตน..."
นี่คือ ความตลกซ่อนรูป ที่ขำไม่ออกของยุคดิจิทัล เมื่อ "ยอดไลก์" ไม่ได้ทำหน้าที่ ตัดสินคุณค่าของงานอีกต่อไป แต่มันกลับทำหน้าที่เป็นเครื่องวัดปริมาณความฉาบฉวย ที่สังคมพร้อมจะหยิบยื่นให้
เรากำลังมีชีวิตอยู่ในยุคที่การ "ทำตัวให้ดูดี" สำคัญกว่าการ "ทำสิ่งที่ดี"
และ สิ่งที่น่าสลดใจที่สุด ไม่ใช่การที่งานขยะได้รับคำชม แต่คือ การที่ความตั้งใจจริง กำลังถูกทำให้กลายเป็นเรื่องน่าขัน เพียงเพราะมันไม่มี หีบห่อที่สวยงามพอจะดึงดูดสายตาที่เร่งรีบของคนในศตวรรษนี้ ....
ตลาดนัดความฉาบฉวย ( The Attention Economy)
ทำไม ภาพ "ขยะ" ถึงได้รับความสนใจมากกว่า และขายได้แพงกว่า "งานศิลปะ" ?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวงาน ... แต่อยู่ที่การทำงานของสมองมนุษย์ ที่ถูกวางยาด้วยฟีดโซเชียลมีเดีย เรากำลังอยู่ในยุคที่นิ้วโป้งขยับเร็วกว่าการไตร่ตรองของสมอง .... เมื่อทุกวินาที คือ การแย่งชิงการมองเห็น สิ่งที่ฉูดฉาด ง่าย และไม่ซับซ้อน จึงกลายเป็นผู้ชนะ ในตลาดนัดความฉาบฉวยแห่งนี้ ....
อีกคำถามคือ .... เรากำลังเสพ "สติปัญญา" หรือแค่กำลังถูก "สะกดจิต" ด้วยภาพลักษณ์ที่สวยงาม ?
หากเราเลือกกินแต่อาหารขยะ เพียงเพราะมันสีสวยและกินง่าย สุดท้าย สมองของสังคมเรา จะเหลืออะไรนอกจากความว่างเปล่าที่ขาดสารอาหารทางจิตวิญญาณ ?
เมื่อ 'คนสร้าง' สำคัญกว่า 'สิ่งที่สร้าง'
น่าหดหู่ใจที่ในวันนี้ "หีบห่อ" มีค่ามากกว่า "ของข้างใน"
หาก Leonardo da Vinci ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ลุกขึ้นมาวาดภาพในวันนี้ แต่พวกเขาไม่มีฟิลเตอร์ที่สวยงาม ไม่มีเสื้อผ้าแบรนด์เนม หรือไม่มี ท่าโพสต์ที่เซ็กซี่ดึงดูดใจ ผลงานชิ้นเอกของพวกเขา คงจะถูกฝังอยู่ใต้กองขยะดิจิทัลหรือไม่ ?
เมื่อ "Personal Brand" ถูกตีค่า เป็นความงามภายนอกมากกว่า ความลุ่มลึกของทักษะ เรากำลังส่งข้อความที่อันตรายไปถึงคนรุ่นหลังว่า
"อย่าเสียเวลาฝึกฝนจนเก่ง แต่จงเสียเวลาแต่งตัวให้ดูเก่ง"
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของอารยธรรมที่ไร้รากฐาน !!!
ไวรัสแห่งความว่างเปล่า (The Glorification of Nothingness)
เรากำลังเผชิญกับไวรัสที่น่ากลัว กว่าโรคระบาดใดๆ นั่นคือ การ "สรรเสริญความว่างเปล่า" เมื่อสังคมเทแสงไปที่เรื่องไร้สาระจนสว่างไสว ..... ผู้คนที่ตั้งใจทำงานด้วยหยาดเหงื่อ และความอดทน จะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ...
"ฉันจะเหนื่อยทำสิ่งดีๆ ไปเพื่ออะไรเนี้ย ?"
หากเด็กคนหนึ่งเห็นว่า การโชว์สรีระ คู่กับรูปวาด ไร้สาระ ได้รับเสียงปรบมือมากกว่า การฝึกวาดรูปนกฮูกให้สมจริงเป็นปีๆ ความพยายามจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัย ? และความฉาบฉวยจะกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของชีวิต ?
ไวรัสแห่งความว่างเปล่า (The Glorification of Nothingness)
เรากำลังเผชิญกับไวรัสที่น่ากลัว กว่าโรคระบาดใดๆ นั่นคือ การ "สรรเสริญความว่างเปล่า" เมื่อสังคมเทแสงไปที่เรื่องไร้สาระจนสว่างไสว ..... ผู้คนที่ตั้งใจทำงานด้วยหยาดเหงื่อ และความอดทน จะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ...
"ฉันจะเหนื่อยทำสิ่งดีๆ ไปเพื่ออะไรเนี้ย ?"
หากเด็กคนหนึ่งเห็นว่า การโชว์สรีระ คู่กับรูปวาด ไร้สาระ ได้รับเสียงปรบมือมากกว่า การฝึกวาดรูปนกฮูกให้สมจริงเป็นปีๆ ความพยายามจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัย ? และความฉาบฉวยจะกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของชีวิต ?
แต่มัน คือ การล่มสลายของระบบคุณค่าในใจมนุษย์ !
สุดท้ายแล้ว ยอดไลก์อาจจะบอกปริมาณคนมองเห็น แต่มันไม่เคยบอก "คุณค่า" ของชิ้นงานได้เลย ขยะที่ถูกฉาบผิวเปลือกด้วยทองคำเพียงใด ในวันหนึ่งเมื่อแสงไฟมืดลง มันก็ยังคงเป็นขยะที่ไร้ราคา ...
เรามีทางเลือกมั้ย
เรา... คือผู้ถือครองสกุลเงิน แห่งความสนใจ เรา "เลือก" ได้ว่า จะกดไลก์ให้กับ "เปลือกที่กลวงโบ๋" หรือจะเลือกหยุดมอง และ หยิบยื่นกำลังใจให้กับ "แก่นที่แท้จริง" ?
เรามีทางเลือกมั้ย
เรา... คือผู้ถือครองสกุลเงิน แห่งความสนใจ เรา "เลือก" ได้ว่า จะกดไลก์ให้กับ "เปลือกที่กลวงโบ๋" หรือจะเลือกหยุดมอง และ หยิบยื่นกำลังใจให้กับ "แก่นที่แท้จริง" ?



