- ไม่ต้องเคารพธงชาติ
- ไม่ต้องสวดมนต์ในตอนเช้า
- และไม่จำเป็นต้องเรียนวิชาพระพุทธศาสนา
หากเป็นความต้องการของเด็ก
ก็จำเป็นต้องย้อนกลับไปตั้งคำถามว่า
เป็นความเห็นที่ผู้ใหญ่ควรคล้อยตามหรือไม่ ?
เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามถัดมาที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ....
..... แนวคิดเช่นนี้ ก็คงไม่ต่างจากความเห็นของเด็กบางคน ที่อ้างว่า
ประเทศต้องการพลเมืองที่มีการศึกษา มีระเบียบวินัย มีคุณภาพ และสามารถอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาเดียวกันได้ หากรัฐละเลยหน้าที่ ปล่อยให้เสรีภาพ ถูกใช้อย่างไร้ขอบเขต ไม่จัดการในสิ่งที่สมควรจัดการ .... สุดท้าย ก็จะนำไปสู่ ความล้มเหลวของรัฐ และความล่มจมของประเทศในระยะยาว ...
ทุกคนย่อมมีสมอง มีความคิด และมีความคิดเห็นเป็นของตนเอง
เมื่อพิจารณาทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา
ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องกิจกรรมหน้าเสาธง และไม่ใช่เรื่องเด็กอยากทำ หรือไม่อยากทำอะไรในตอนเช้า หากแต่คือ ทิศทางของรัฐไทยในอีกหนึ่งชั่วอายุคนข้างหน้า เพราะการศึกษาไม่ใช่เพียงพื้นที่ของความคิด แต่เป็นเครื่องมือในการ “ผลิตคน” และเมื่อใดก็ตาม ที่การศึกษาถูกยึดกุมโดยอุดมการณ์ ( ที่เป็นภัยความคงของชาติ) เมื่อนั้นอนาคตของชาติย่อมถูกกำหนดไปพร้อมกัน ...
การเลือกตั้งปี พ.ศ. 2569
จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันของพรรคการเมือง แต่คือการตัดสินว่า สังคมไทยจะมอบอำนาจในการออกแบบลูกหลานของประเทศให้กับใคร จะยอมให้ผู้ใหญ่บางกลุ่ม บางคณะ บางพรรค .... ใช้สถานะทางวิชาการ และอำนาจรัฐ ทดลองรื้อถอนวินัย สัญลักษณ์ร่วม และรากฐาน ทางคุณค่าของชาติหรือไม่ โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ในระยะยาว ...
คำถามที่ประชาชนต้องตอบให้ชัด
.... ไม่ใช่ว่า ชอบหรือไม่ชอบเครื่องแบบ ชอบหรือไม่ชอบ การสวดมนต์ หรือยืนเคารพธงชาติหรือไม่ แต่คือ เราเห็นด้วยหรือไม่ กับการใช้ระบบการศึกษาเป็นสนามทดลองทางอุดมการณ์ และยอมรับได้หรือไม่ ที่อัตลักษณ์ร่วมของชาติ จะถูกลดทอนในนามของความก้าวหน้า โดยไม่มีคำอธิบายว่า สิ่งใดจะมาทดแทน ....
ในวันที่ผู้ใหญ่บางคนบอกว่า ..... เด็กควรมีเสรีภาพเต็มที่ คำถามคือ เสรีภาพนั้นถูกออกแบบโดยใคร ? และเพื่อใคร ? ในวันที่ผู้มีอำนาจบอกว่า วินัย, ศาสนา และสัญลักษณ์ชาติ เป็นของล้าสมัย คำถามคือ สิ่งเหล่านี้ล้าสมัยจริง หรือเป็นเพียงอุปสรรคต่ออุดมการณ์บางชุดที่ต้องการสังคมในรูปแบบใหม่
การเลือกตั้ง 2569 จึงเป็นมากกว่าการเลือกผู้บริหารประเทศ
แต่คือ การเลือก กรอบความคิดที่จะครอบงำระบบการศึกษาไทย เลือกว่า เราจะยืนอยู่ข้างผู้ใหญ่ที่เชื่อว่า เด็กต้องถูกหล่อหลอมก่อนจะปล่อยให้เลือกทางชีวิตด้วยตนเอง หรือ จะยืนอยู่ข้างผู้ใหญ่ที่เชื่อว่า การรื้อถอนทุกกรอบ คือ ความก้าวหน้า แม้ประเทศจะต้องจ่ายราคาในภายหลังก็ตาม ...
สุดท้ายแล้ว นี่ไม่ใช่การเลือกตั้งของนักการเมืองเท่านั้น แต่เป็นการลงคะแนนเสียงว่า
ประเทศไทยจะยังเป็นประเทศที่มีแกนกลาง มีวินัย และมีอัตลักษณ์ร่วม หรือจะกลายเป็นพื้นที่ทดลองของแนวคิดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์
และเมื่อถึงวันนั้น
ผลที่เกิดขึ้นกับลูกหลาน จะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่คือผลของการตัดสินใจของผู้ใหญ่ทั้งประเทศในวันนี้
หมายเหตุ
- บทความนี้เรียบเรียง และขยายความจากบทความต้นฉบับของ พระมหานรินทร์ นรินฺโท ป.ธ.๙ วัดไทยลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา
บทความต้นฉบับ
บทความที่คุณอาจสนใจ
Tweet




.jpg)
