ปรากฏการณ์ ที่พรรคสีส้มกวาดที่นั่งแทบทุกเขตในกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และอาจไม่ได้มาจากนโยบายที่ล้ำเลิศเพียงอย่างเดียว แต่นี่คือ “ผลรวมทางจิตวิทยา” ของคนเมือง ที่กำลังเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าในโลกยุคใหม่ ....
บทความต่อไปนี้ จะพาคุณไปสำรวจเบื้องลึก และเบื้องหลังคะแนนเสียงเหล่านั้น ผ่านเลนส์ของความคับแค้น อัตตา และการดิ้นรนเพื่อรักษาตัวตนที่กำลังแตกสลาย
● ชนชั้นที่ถูกหลงลืม
ผู้แพ้ ในคราบผู้แสวงหาโครงสร้าง ... ชนชั้นกลาง คนกรุงเทพฯ เติบโตมากับ "นิทานความสำเร็จ" ที่ว่า .... หากเรียนดี ทำงานหนัก จะนำไปสู่ชีวิตที่มีศักดิ์ศรี ... แต่ในศตวรรษที่ 21 นิทานเรื่องนี้ กลับจบลงด้วยความจริงที่โหดร้าย สิ่งที่กัดกินใจพวกเขามากที่สุดไม่ใช่ความยากจน แต่คือ “การตกชั้น” และความรู้สึกว่า "ตนเองสมควรได้มากกว่านี้" เมื่อหาคำอธิบายให้ความพ่ายแพ้ของตนเองไม่ได้ “โครงสร้างทางสังคม” จึงกลายเป็นจำเลย ที่ถูกหยิบยื่นมาให้รับผิดแทน เพื่อยืนยันว่า
“ความผิดพลาดในชีวิตฉัน ไม่ใช่ความผิดของตัวฉันเอง”
● ยาแก้ปวดทางอัตตา และการถ่ายโอนความเกลียดชัง
พรรคส้ม ได้ถอดรหัสลับนี้ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และส่งมอบ “คำอธิบายที่ถูกใจ” ให้แก่คนเมือง พรรคไม่ได้บอกว่า คุณบริหารชีวิตพลาด แต่เลือกจะบอกว่า ระบบโครงสร้าง, ชนชั้นนำ และอำนาจเก่า ต่างหากที่ขวางกั้นความเจริญของคุณ !!! นี่คือกลไกการถ่ายโอนความทุกข์ส่วนบุคคล ไปสู่ศัตรูเชิงนามธรรม ช่วยให้ชนชั้นกลาง ยังคงรักษาภาพลักษณ์ว่า เป็นผู้มีเหตุผลและอยู่ข้างความถูกต้อง ในขณะที่ใจลึกๆ เพียงแค่ต้องการที่ระบายความอัดอั้นจากชีวิตที่ไม่เป็นท่า...
ในยุคที่ AI ได้พรากความหมาย และคุณค่าของตนเอง ไปจากงาน .... ชนชั้นกลาง รู้สึกถูกลดทอนคุณค่า ... พรรคส้ม จึงยกระดับความไม่พอใจส่วนตัวนี้ ให้กลายเป็น “ภารกิจทางศีลธรรม” จาก “ชีวิตฉันติดหล่ม” กลายเป็น “ประเทศนี้ไม่ยุติธรรม”
จากที่ “ฉันไม่พอใจ” ก็กลายเป็น “ฉันอยู่ฝ่ายที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์”
ความรู้สึกเป็นผู้ชนะเชิงศีลธรรมนี้เอง ที่เป็นเกราะกำบังความจริง ทำให้เสียงเตือน เรื่องผลกระทบใดๆ ไม่อาจเข้าถึงใจพวกเขาได้ เพราะศีลธรรมที่ยึดถือไปแล้ว ย่อมไม่อาจยอมจำนนต่อเหตุผล ....
● ทำไมความมั่นคงของชาติ ไม่เคยทะลุหัวใจคนกลุ่มนี้ได้เลย ?
สำหรับชนชั้นกลาง ในเมือง กำแพงเรื่อง “ความมั่นคง” นั้นสูงชันเกินไปสำหรับพวกเขา ... เพราะชาติที่พวกเขารู้สึก ไม่ได้โอบอุ้มชีวิตจริงของเขาไว้ ...
- ความมั่นคงที่กินไม่ได้ ... เขาไม่ได้กังวลเรื่องสงครามชายแดนเท่ากับค่ารถไฟฟ้าหรือการถูกเลิกจ้าง เมื่อรัฐพูดเรื่องความมั่นคงของรัฐแต่จัดการความมั่นคงในชีวิตเขาไม่ได้ เขาจึงมองว่ามันคืองบประมาณที่สูญเปล่า
- ทหารในฐานะคู่แข่งทรัพยากร ..... ภาพลักษณ์ผู้เสียสละ ถูกแทนที่ด้วยภาพของกลุ่มผู้ถือครองงบประมาณที่เกินจำเป็น ความไม่ไว้วางใจ (Distrust) กลายเป็นกำแพงหนา ที่ปิดกั้นวาทกรรม ความปลอดภัยแบบเดิม
- โครงสร้างคือศัตรูที่แท้จริง .... สำหรับพวกเขาแล้ว คำว่าการ "เซาะกร่อน บ่อนทำลาย" ไม่ใช่การทำลายชาติ ??! แต่คือการ "ฉีกวอลเปเปอร์เก่า" เพื่อซ่อมบ้านที่เน่าใน เขายอมรับความไม่สงบ (Instability) เพราะมองว่า ความสงบที่ผ่านมา คือการกดทับโอกาสของพวกเขา
ผลการเลือกตั้ง สส. กทม.
ย้อนหลังในปี 2562 และ 2566
ย้อนหลังในปี 2562 และ 2566
"พฤติกรรมของคนที่ใช้ความโกรธนำทาง จนมองข้ามความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า"
สุดท้าย การเลือกพรรคส้มของคนกรุงเทพฯ มันก็คือ “การบำบัดอารมณ์หมู่” เพื่อห่อหุ้มความกลัว ว่าตนเองจะเป็นเพียงคนธรรมดาที่โลกไม่จดจำ ดังคำกล่าวของ คุณสุวินัย ภรณวลัย ที่ว่า
“เมื่อความล้มเหลวส่วนตัว ของพวก Loser Mindset ถูกยกเป็นอุดมการณ์ พรรคส้ม ย่อมกลายเป็นศาสนาเยียวยาอัตตาของคนเหล่านั้น”
กรุงเทพฯ วันนี้ ..... จึงเป็นศูนย์รวมของชนชั้นกลางที่พังทลายทางจิตวิทยา ชนชั้นที่ยังไม่จนพอจะยอมแพ้ แต่ไม่มั่นคงพอจะยืนอย่างสงบ สิ่งที่โหดร้ายที่สุด ไม่ใช่ความลำบาก แต่ คือ การค้นพบว่าตนเอง “ไม่พิเศษ” อย่างที่เคยเชื่อ และสำหรับคนกลุ่มนี้ การยอมรับความธรรมดาของตนเอง คือ ความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าความจน....
Credit : ขอขอบคุณแนวคิดตั้งต้นจากบทความ ของคุณ สุวินัย ภรณวลัย มา ณ โอกาสนี้ ซึ่งทาง misc today ได้นำมาปรับปรุงและร้อยเรียงใหม่ เพื่อให้เห็นภาพการเมืองเชิงจิตวิทยาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น







