༄๛ เสพสื่อสาร สมพร จนหลงทิศ
เสพ โพลผี ปรุงแต่งจิต จนหวั่นไหว
หลงเชื่อคำ ทำนายทาย ทั่วกันไป
หลอมรวมใจ ให้เชื่อนึก เพียงฝั่งเดียว
กลายเป็นความ เชื่อมั่น เหนือ ความจริง
ทิ้งเหตุผล ทุกสิ่ง ให้ลดเลี้ยว
โดนกระแส สื่อลวง หน่วงเหนี่ยวเคี่ยว
จนติดเกลียว กับดัก พักตร์มายา ༄๛
แต่น่าแปลก ที่ชนวนเหตุของความเกรี้ยวกราดครั้งนี้ อาจไม่ได้มาจากหลักฐานการทุจริต ที่ชัดแจ้งเท่ากับ "ความรู้สึกถูกหักหลัง" ต่อภาพจำที่ถูกปลูกฝังมาตลอดหลายสัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง นานนับหลายสัปดาห์ ที่หน้าจอสมาร์ทโฟน และพาดหัวข่าว ถูกยึดครองด้วยปรากฏการณ์ "พรรคส้มฟีเวอร์" ทุกสำนักโพล ล้วนชี้นำไปในทิศทางเดียวกันว่า ชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ นั้นอยู่เพียงเอื้อมมือ !!
กระแสในโซเชียลมีเดีย ที่โหมกระพือประหนึ่งพายุหมุน ทำให้ผู้คนจำนวนมาก ปักใจเชื่ออย่างสนิทใจว่า "นี่คือมติเดียวของคนทั้งประเทศ" จนกลายเป็นภาวะ ชัยชนะทิพย์ ที่ถูกสถาปนาขึ้นล่วงหน้าในใจผู้คน .....
ทว่า เมื่อหีบบัตรถูกเปิดออก และตัวเลขจริงเริ่มปรากฏ .... ความจริงจากคูหา กลับตบหน้าความคาดหวังอย่างรุนแรง !!
ช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง "กระแสในจอ" กับ "คะแนนในหีบ" ได้กลายเป็นกับดัก ที่ดักล่อ ให้ผู้เสพสื่อจำนวนหนึ่ง ติดอยู่ในเขาวงกต แห่งการปฏิเสธความจริง ..... เมื่อพวกเขาถูกกล่อมให้เชื่อจนสุดทาง ว่าไม่มีทางแพ้ การพ่ายแพ้จึงกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และทางออกเดียวที่เหลืออยู่ คือการตั้งคำถามต่อกติกา เพื่อปกป้องความเชื่อที่พังทลายของตนเอง ....
บทความต่อไปนี้ จะพาไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังของ "มายาคติ" ที่สื่อ และสำนักโพล ร่วมกันสร้างขึ้น จนกลายเป็นวิกฤตความจริงที่กำลังสั่นคลอนรากฐานการยอมรับความเห็นต่าง ในสังคมไทยปัจจุบัน ....
ภาวะ "ชัยชนะในกรงกระจก" (Echo Chamber)
ในโลกยุคดิจิทัล เราไม่ได้มีชีวิต อยู่ในสังคมที่รับข้อมูลชุดเดียวกันอีกต่อไป ครับ .... แต่เรา กำลังใช้ชีวิตอยู่ใน "กรงกระจก" ที่ถูกล้อมด้วยเงาสะท้อนของตัวเอง ?!
ในโลกยุคดิจิทัล เราไม่ได้มีชีวิต อยู่ในสังคมที่รับข้อมูลชุดเดียวกันอีกต่อไป ครับ .... แต่เรา กำลังใช้ชีวิตอยู่ใน "กรงกระจก" ที่ถูกล้อมด้วยเงาสะท้อนของตัวเอง ?!
อัลกอริทึม... ของสื่อโซเชียลมีเดีย ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็น "พนักงานต้อนรับที่แสนดี" มันจะคอยสังเกตว่าคุณกดไลก์อะไร คุณหยุดดูคลิปไหน และมีความเห็นเอนเอียงไปทางใด .... จากนั้น มันจะค่อยๆ ป้อนข้อมูลประเภทเดียวกัน เดิมๆ ซ้ำๆ มาให้คุณ จนฟีดข่าวของคุณ กลายเป็นโลกที่มีแต่เสียงเชียร์พรรคที่คุณรักเพียงฝ่ายเดียว .....
เมื่อเรามองไปทางไหน ก็เจอแต่คนคิดเหมือนกันกับเรา เห็นแต่ภาพการปราศรัย ที่มีคนถล่มทลาย หรือเห็นแต่คอมเมนต์ ที่สนับสนุนแนวทางเดียวกันกับเรา ... เราจะเริ่มตกอยู่ในภาวะ "หลงนึกว่า โลกทั้งใบคิดเหมือนเรา...."
ภาวะนี้ สร้างความอันตรายได้ 2 ประการใหญ่ๆ เลยครับ นั่นก็คือ ...
- ความมั่นใจเกินพิกัด ( Overconfidence ) คือ เมื่อเสียงสะท้อนในกรงกระจก มันดัง และถี่เกินไป ประชาชน จะเริ่มแยกไม่ออกระหว่าง "กระแส" กับ "ความจริง" พวกเขาจะเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า คนทั้งประเทศ หรือเกือบทั้งประเทศ คิดแบบเดียวกับเรา และมองว่าชัยชนะ เป็นเรื่องที่นอนมาอย่างแน่นอน ... !!!
- การมองข้าม "เสียงที่ต่างไป" (Invisibilizing the Others) กล่าวคือ ในขณะที่ในจอมือถือของเรามีแต่ สีส้ม แต่อัลกอริทึม กลับซ่อนภาพของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่อาจจะมีจำนวนมากกว่า แต่เขาไม่ได้แสดงตัวบนโลกออนไลน์ หรือ ไม่ได้อยู่ในข่ายที่อัลกอริทึม จะนำมาให้เราเห็น คะแนนเสียงเหล่านั้น จึงกลายเป็น "คะแนนผี" หรือสิ่งที่ไม่มีตัวตนในสายตาของผู้ที่ติดอยู่ในกรงกระจก .....
ดังนั้น เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา สอดคล้องกับ "ความเป็นจริงภายนอกกรง" แต่ขัดกับ "ภาพจำในกรง" ผู้คนกลุ่มนี้ จึงเกิดอาการ “ช็อก” เพราะกำแพงกระจก ที่สร้างความมั่นใจให้พวกเขามาตลอด หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แตกสลายลงอย่างฉับพลัน ... ความเจ็บปวด จากการตื่นจากฝัน จึงถูกแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น และปฏิเสธผลลัพธ์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ....
เมื่อโพลไม่ใช่กระจก แต่เป็น "เครื่องมือสร้างฝัน" (Polling Bias & Political Tool)
ในทฤษฎีอุดมคติ "โพล" ควรทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนภาพความเป็นจริงของสังคม ณ ขณะนั้น แต่ในสมรภูมิการเลือกตั้ง ที่เดิมพันสูง โพล มักถูกลดรูปให้กลายเป็นเพียง "เครื่องมือทำสงครามจิตวิทยา" เพื่อสร้างความได้เปรียบ และชี้นำมวลชน มากกว่าการแสวงหาข้อเท็จจริง ....
เมื่อโพล ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
เราจะเห็นปรากฏการณ์ดังนี้ ครับ ....
เราจะเห็นปรากฏการณ์ดังนี้ ครับ ....
- การสร้างสภาวะ "Bandwagon Effect" (เกาะกระแสผู้ชนะ) ....... ธรรมชาติของมนุษย์ มักไม่อยากเป็นผู้แพ้ เมื่อโพลสำนักต่างๆ พร้อมใจกันรายงานว่า พรรคหนึ่งจะชนะถล่มทลาย มันจะสร้างแรงดึงดูด ให้คนที่ยังลังเลตัดสินใจ เทคะแนนให้ฝ่ายที่ "ดูเหมือนจะชนะ" เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะนั้น โพลในลักษณะนี้ จึงไม่ได้สะท้อนความจริง แต่กำลังพยายาม "สร้างความจริงใหม่" ขึ้นมา
- คำถามชี้นำ และกลุ่มตัวอย่างที่เลือกสรร (Manufacturing Consent) ..... โพลทางการเมือง มักมีเงื่อนงำ ซ่อนอยู่ในการตั้งคำถาม หรือการเลือกสุ่ม “เฉพาะ” กลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ ที่เป็น "ฐานเสียง" ของฝ่ายที่ต้องการอวย เมื่อกลุ่มตัวอย่าง 1,000 คน มาจากเขตเมือง ที่มีกระแสพรรคส้มแรง ผลที่ออกมา จึงดูเหมือนว่า พรรคส้มจะชนะทั้งประเทศ ทั้งที่ในความเป็นจริง พื้นที่ห่างไกล หรือกลุ่มผู้สูงอายุ ที่ไม่ได้อยู่ในเรดาร์ของโพลอาจคิดตรงกันข้าม ....
- โพลในฐานะ "เข็มฉีดยา" (Hypodermic Needle Theory) ..... เมื่อสื่อกระแสหลัก นำผลโพลเหล่านี้ มาฉายซ้ำบ่อยครั้ง มันทำงานเหมือนการฉีดยาเข้าไปในใจประชาชนทีละน้อยๆ จนผู้คนเชื่อไปโดยปริยายว่า ตัวเลขเหล่านั้นคือความจริงแท้แน่นอน ....
เมื่อ "โพล" กลายเป็นเครื่องมือ "สร้างฝัน" ว่าชัยชนะอยู่แค่เอื้อม ประชาชนจึงถูกวางยา ด้วยตัวเลขที่สวยหรู จนลืมมองบริบทความจริง ที่ซับซ้อนกว่านั้น เมื่อผลการเลือกตั้งจริง ( ซึ่งสะท้อนเสียงของคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่กลุ่มที่ตอบโพล ) ออกมาสวนทาง "ความฝัน" ที่ถูกปั้นแต่งมานานจึงพังทลายลง ทิ้งไว้เพียงความงุนงง และความโกรธแค้นของประชาชนที่รู้สึกว่าพวกเขา "ถูกปล้นชัยชนะ" ทั้งที่ความจริงคือ ชัยชนะนั้นไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่ต้น ....
แรงต้านความจริง (Cognitive Dissonance & Denial)
เมื่อความคาดหวัง ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่จาก "สื่อและโพล" ปะทะเข้ากับ "ความจริง" ที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง มันจะเกิดสภาวะทางจิตวิทยาที่เรียกว่า "ความไม่สอดคล้องทางปัญญา" (Cognitive Dissonance) ซึ่งเป็นความรู้สึกอึดอัด ขัดแย้ง และเจ็บปวดลึกๆ ในใจ เมื่อสิ่งที่เชื่อกับสิ่งที่เห็นมันเดินไปคนละทาง ....
มนุษย์เรามีสัญชาตญาณในการปกป้องความเชื่อของตัวเอง
เพื่อลดความเครียดนี้ โดยใช้กลไกทางจิตที่เรียกว่า
"การปฏิเสธความจริง" (Denial)
ซึ่งมักจะแสดงออกมาในรูปแบบต่างๆ ดังนี้ ครับ ......
การประท้วง และการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ ในหลายพื้นที่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของข้อเท็จจริงทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็น "กระบวนการเยียวยาทางจิตใจ" ของคนกลุ่มหนึ่ง ที่พยายาม "ยื้อไ ความหวังสุดท้ายเอาไว้ เพื่อไม่ต้องยอมรับว่า "โลกแห่งความเป็นจริง" นั้นกว้างใหญ่และแตกต่างจาก "โลกในจอมือถือ" ของพวกเขาเพียงใด ...
เมื่อความคาดหวัง ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่จาก "สื่อและโพล" ปะทะเข้ากับ "ความจริง" ที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง มันจะเกิดสภาวะทางจิตวิทยาที่เรียกว่า "ความไม่สอดคล้องทางปัญญา" (Cognitive Dissonance) ซึ่งเป็นความรู้สึกอึดอัด ขัดแย้ง และเจ็บปวดลึกๆ ในใจ เมื่อสิ่งที่เชื่อกับสิ่งที่เห็นมันเดินไปคนละทาง ....
มนุษย์เรามีสัญชาตญาณในการปกป้องความเชื่อของตัวเอง
เพื่อลดความเครียดนี้ โดยใช้กลไกทางจิตที่เรียกว่า
"การปฏิเสธความจริง" (Denial)
ซึ่งมักจะแสดงออกมาในรูปแบบต่างๆ ดังนี้ ครับ ......
- การหา "แพะรับบาป" (Scapegoating) เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามโพย วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะรักษาความภูมิใจของตัวเองไว้ คือ การบอกว่า "เราไม่ได้แพ้ แต่เราถูกโกง" การพุ่งเป้าไปที่ กกต. หรือกลไกการนับคะแนน จึงเป็นทางออกเบื้องต้น เพื่อสร้างเหตุผลมาอธิบายว่า ทำไมตัวเลขในจอที่เห็นมาตลอดหลายสัปดาห์ ถึงไม่ตรงกับตัวเลขในหีบ
- ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theories) .... การสร้างเรื่องราวที่ซับซ้อน เพื่ออธิบายความพ่ายแพ้ เช่น มีอำนาจมืด มือที่มองไม่เห็น บลา บลา บลา .... มาแทรกแซง หรือมีการสลับบัตรเลือกตั้ง ... ความเชื่อเหล่านี้ ทำหน้าที่เป็น "เกราะกำบัง" ไม่ให้เกิดความต้องยอมรับว่า แท้จริงแล้วยังมีประชาชน อีกจำนวนมหาศาล ที่คิดไม่เหมือนพวกเขา....
- ภาวะ "ตาบอดทางเลือก" (Selective Perception) ..... แม้จะมีหลักฐาน หรือเหตุผล มาอธิบายว่า คะแนนเสียงส่วนอื่นมาจากไหน แต่คนที่อยู่ในสภาวะนี้ จะเลือกรับรู้เฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนว่า มีการทุจริต และเพิกเฉยต่อข้อมูล ที่แสดงถึงความพ่ายแพ้โดยธรรมชาติ .... ( น่าสงสารจริงๆ)
การประท้วง และการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ ในหลายพื้นที่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของข้อเท็จจริงทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็น "กระบวนการเยียวยาทางจิตใจ" ของคนกลุ่มหนึ่ง ที่พยายาม "ยื้อไ ความหวังสุดท้ายเอาไว้ เพื่อไม่ต้องยอมรับว่า "โลกแห่งความเป็นจริง" นั้นกว้างใหญ่และแตกต่างจาก "โลกในจอมือถือ" ของพวกเขาเพียงใด ...
เรามาก้าวข้ามมายาคติ
สู่การยอมรับความต่าง กันเถอะ .....
สู่การยอมรับความต่าง กันเถอะ .....
ในวันที่ฝุ่นตลบจากการเลือกตั้ง เริ่มจางลง ..... สิ่งที่สังคมไทยต้องเผชิญหน้า ไม่ใช่แค่เพียงตัวเลข คะแนนเสียง แต่มันคือ "วิกฤตความเชื่อมั่น" ที่ถูกบิดเบือน ด้วยเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่
บทเรียนจากความวุ่นวายครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเรายอมให้ "โพล" และ "อัลกอริทึม" มาทำหน้าที่แทนดวงตา และสติปัญญา เราก็พร้อมที่จะตกเป็นเหยื่อของภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของเราเอง .....
การยอมรับผลการเลือกตั้ง
ไม่ใช่เพียงการยอมรับผู้ชนะ
แต่มันคือการ
"ยอมรับการมีอยู่ของผู้อื่น"
ไม่ใช่เพียงการยอมรับผู้ชนะ
แต่มันคือการ
"ยอมรับการมีอยู่ของผู้อื่น"
คนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเพื่อนของเรา
คนที่ไม่ได้กดไลก์เพจเดียวกับเรา
และคนที่อาจจะไม่ได้ตอบโพลสำนักไหนเลย
แต่เขาไปปรากฏตัวที่คูหา ( ซึ่งเป็นคูหาเดียวกันกับเรา )
ความงดงามของประชาธิปไตย
ไม่ใช่การที่ทุกคนคิดเหมือนกัน
แต่คือ การที่ทุกคนมีสิทธิที่จะคิดต่าง
คนที่ไม่ได้กดไลก์เพจเดียวกับเรา
และคนที่อาจจะไม่ได้ตอบโพลสำนักไหนเลย
แต่เขาไปปรากฏตัวที่คูหา ( ซึ่งเป็นคูหาเดียวกันกับเรา )
ความงดงามของประชาธิปไตย
ไม่ใช่การที่ทุกคนคิดเหมือนกัน
แต่คือ การที่ทุกคนมีสิทธิที่จะคิดต่าง
และเสียงของทุกคน มีค่าน้ำหนักเท่ากันเสมอ
ไม่ว่ากระแสในโซเชียลจะเสียงดังเพียงใดก็ตาม ....
ไม่ว่ากระแสในโซเชียลจะเสียงดังเพียงใดก็ตาม ....
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องก้าวข้าม
"ชัยชนะทิพย์" ในโลกเสมือน ...
"ชัยชนะทิพย์" ในโลกเสมือน ...
แล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับความจริง ... ที่หลากหลาย ในโลกคู่ขนาน การก่นด่าตัวเลข หรือการปฏิเสธกติกา ... อาจช่วยลดความเจ็บปวดจากการพ่ายแพ้ได้ชั่วคราว .....
แต่การ "หันหน้าเข้าหากัน" เพื่อทำความเข้าใจว่า ทำไมเพื่อนร่วมชาติอีกครึ่งประเทศ ถึงคิดไม่เหมือนเราต่างหาก
... นี่เอง คือก้าวแรก ที่จะนำพาประเทศออกจากเขาวงกตแห่งความขัดแย้งนี้ได้ ....
แต่การ "หันหน้าเข้าหากัน" เพื่อทำความเข้าใจว่า ทำไมเพื่อนร่วมชาติอีกครึ่งประเทศ ถึงคิดไม่เหมือนเราต่างหาก
... นี่เอง คือก้าวแรก ที่จะนำพาประเทศออกจากเขาวงกตแห่งความขัดแย้งนี้ได้ ....
และ "สื่อ(โ)สม(ม)พร"
มาพรากมิตรภาพ
และความเป็นเหตุเป็นผลไปจากเรา
..... เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าใครจะชนะหรือแพ้ เราทุกคน ก็ยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ บนผืนแผ่นดินไทย เดียวกันนี้ต่อไป และความจริง ที่มั่นคงที่สุดก็คือ เราไม่สามารถสร้างประเทศ ที่มีความสุขได้ บนการปฏิเสธตัวตนของคนเห็นต่าง....

.jpg)










