ในโลกของการเมืองไทย วาทกรรมเปรียบเสมือน "เครื่องสำอาง" ที่นักการเมืองใช้ประทินโฉม เพื่อปกปิดรอยตำหนิ แต่ไม่มีสโลแกนไหนเลย ที่จะดูตลกขบขัน และน่าเวทนาได้เท่ากับคำว่า "มีเราไม่มีเทา" อีกแล้ว
เพราะในขณะที่ปากกำลังตะโกนก้อง ถึงความสะอาดบริสุทธิ์ เบื้องหลังฉากกั้นกลับกลายเป็นแหล่งกบดานของ "คนเทาเข้ม" จนแทบจะดำมืด ที่เดินกันขวักไขว่เต็มพรรค ราวกับเป็นศูนย์รวมอาชญากรในคราบผู้ทรงเกียรติ ....
ความจอมปลอมของสโลแกนขายฝัน
คำว่า "มีเราไม่มีเทา" ฟังดูฮึกเหิม เปี่ยมด้วยคุณธรรม และมีพลัง แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องตลก ที่ร้ายกาจที่สุด เมื่อ "เรา" ที่ว่านั้น กลับมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา แก๊งอิทธิพล หรือประวัติที่ขาวสะอาดเฉพาะในกระดาษ แต่เน่าเฟะในความเป็นจริง
...ความ "กล้า" ของประกาศวาทกรรมนี้ ต่อหน้าสาธารณชน สะท้อนถึงสภาวะ "หน้าหนาทางการเมือง" ที่ประเมินสติปัญญาของคนดู และประชาชน “ต่ำเกินไป” พวกเขาคงคิดว่า แค่พ่นสีขาวทับลงบนกำแพงที่โชกไปด้วยคราบสกปรก แล้วคนจะมองไม่ออกว่า ข้างใต้มีอะไรซ่อนอยู่ ? ...
มันไม่ใช่แค่การโกหก แต่มันคือการ "ดูถูก" ประชาชน ว่า เข้าไม่ถึงข้อมูล ทั้งๆ ที่ในยุคดิจิทัล "รอยเท้าอาชญากรรม" และ "ประวัติคาวๆ" นั้นขุดง่ายยิ่งกว่าหาเบอร์สั่งพิซซ่า เสียอีก ..... ความย้อนแย้งนี้ จึงไม่ใช่แค่ความผิดพลาด แต่มันคือความตั้งใจที่จะแสดงความจอมปลอมอย่างโจ่งแจ้ง
ศิลปะแห่งการ "พลิกลิ้น" และอุดมการณ์ที่ยืดหยุ่นตามกระแส
นอกจากความเทา ที่ซ่อนไว้ ความน่าสมเพชที่ชัดเจนไม่แพ้กันคือความ "ปลิ้นปล้อน" ของจุดยืนที่พร้อมจะหมุนตามทิศทางลมราวกังหันผุๆ วันหนึ่งเคยชูธงเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ราวกับเป็นอุดมการณ์สูงสุด ที่ยอมแลกด้วยชีวิต และอนาคตของเยาวชน (ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง) ที่ออกมาต่อสู้ และติดคุกติดตะราง .... หรือ การด้อยค่าทหารว่าเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย และความเจริญของประเทศ เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากกลุ่มคนที่มีความหวัง ....และเปราะบางทางความคิด...บทสรุปของความน่าสมเพช
สุดท้ายแล้ว วาทกรรม "มีเราไม่มีเทา" จึงเป็นได้เพียงสติกเกอร์ ที่แปะไว้ข้างถังขยะ ที่เมื่อลอกออกมาก็จะพบกับความจริงที่ว่า "มีเรานั่นแหละที่เทาที่สุด" ความตลบตะแลง ที่เปลี่ยนจุดยืนไปมา ตามผลประโยชน์ส่วนตน คือหลักฐานชั้นดีที่ว่า พรรคการเมืองแบบนี้ไม่ได้มองประชาชนเป็นผู้รับใช้อุดมการณ์ แต่มองเป็นเพียง "บันได" ที่จะเหยียบย่ำขึ้นไปสู่หอคอยแห่งอำนาจ .... แค่นั้นเอง
การเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยความจอมปลอมเช่นนี้ อาจอยู่รอดได้ในระยะสั้นด้วยกลยุทธ์การตลาดที่ฉาบฉวย แต่ในระยะยาว มันจะถูกบันทึกไว้ในฐานะ "บทเรียนแห่งความน่าสมเพช" ของกลุ่มคนที่คิดว่า คำพูดสวยหรูจะสามารถลบหล้างความเน่าเฟะที่ซ่อนอยู่ภายในได้ตลอดไป ...
“การเลียขี้ตีนตัวเอง
จากปากและลิ้นของตัวเอง”
17 เม.ย. 66 อรรถพล บัวพัฒน์
— รวมมิตร (@Gungooner_) January 5, 2026
ผู้ช่วยหาเสียง พรรคกก.
“พรรคกก. ไม่มีนโยบายปราบยาเสพติด
เพราะว่าอะไร เพราะว่าพรรคกก.
มีนโยบายปราบทหารเเล้วไง
ทุกวันนี้ ยาเสพติดมาจากไหน พี่น้องรู้ดี
สว.เป็นเอเย่นต์ ทหารนำเข้า
ตำรวจส่ง ชาวบ้านเสพ
ดังนั้น เอาทหารกลับกรมกอง
เดี๋ยวยาเสพติดมันหายเอง” https://t.co/JqNTH2Zdju pic.twitter.com/yxDp7956hg







.jpg)
