ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และวาทกรรมทางการเมือง ที่รุนแรงในช่วงปีที่ผ่านมา หนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการ "ด้อยค่า" มากที่สุดคือ "กองทัพไทย" ความพยายามในการสร้างภาพจำเชิงลบ ผ่านมาทางคำพูด และข้อความต่อต้านทหาร กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ได้กลายเป็น "หลักฐานเชิงประจักษ์" ที่ช่วยทลายกำแพงแห่งอคติ และวาทกรรมเหล่านี้ให้พังทลายลง ...
วาทกรรมนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อลดทอนความสำคัญของกองทัพ ในฐานะสถาบันหลักของชาติ แม้ภายหลังจะมีการแก้ต่างว่า "ไม่ได้หมายถึงทหารชายแดน แต่หมายถึงทหารที่ยุ่งการเมือง" ทว่าในความเป็นจริง คำพูดนี้ กลับส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของทหารทั้งกองทัพอย่างเลี่ยงไม่ได้ ....
หากเราใช้ตรรกะเดียวกันนี้ "ถามกลับ" ไปยังกลุ่มคน หรือพรรคการเมือง ที่ผลิตวาทกรรมนี้ว่า "จะมีพรรคการเมืองไปทำไม?" ในเมื่อเรายังเห็นข่าวสมาชิกพรรค พัวพันกับการทุจริต ยาเสพติด ฟอกเงินนับหมื่นล้าน หรือการล่วงละเมิดทางเพศ .... เราย่อมเห็นได้ว่า "ทุกอาชีพมีทั้งคนดี และไม่ดี" ดังนั้น การเหมารวม เพื่อทำลายองค์กร ที่มีหน้าที่แบกรับความเสี่ยงของชาติจึงไม่ใช่ทางออกที่สร้างสรรค์ ....
2. "ทหารไทยรบยังไงก็แพ้" การพิสูจน์ศักยภาพด้วยการกระทำ
วาทกรรมต่อมา คือการปรามาส ขีดความสามารถในการรบ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการคัดค้านการจัดหาอาวุธที่ทันสมัย โดยอ้างว่า ควรนำงบประมาณไปใช้อย่างอื่น แต่ผลจากการปะทะกันในเหตุการณ์จริงที่ผ่านมา ทหารไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความ เป็น "มืออาชีพ" และประสิทธิภาพในการยุทธ์
อาวุธที่ทันสมัย ไม่ใช่แค่เครื่องมือในการประหัตประหาร แต่คือเครื่องมือในการรักษาชีวิตทหาร และรักษาอธิปไตยของชาติ หากปราศจากยุทโธปกรณ์ที่เหมาะสม ทหารที่มีจิตใจรุกรบ ก็อาจต้องแลกด้วยชีวิตที่มาก กว่าความจำเป็น ชัยชนะในสมรภูมิที่ผ่านมา คือ คำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า ทหารไทยมีความพร้อมและศักยภาพเพียงพอที่จะปกป้องแผ่นดิน ....
3. "ทหารชั้นผู้น้อย" การทำลายเอกภาพที่พ่ายแพ้ต่อความเป็น "สหายร่วมรบ"
วาทกรรมที่พยายาม "แบ่งแยกทหาร" ออกเป็นชนชั้น โดยใช้คำว่า "ทหารระดับล่าง" หรือ "ทหารชั้นผู้น้อย" เพื่อสร้างความแตกแยก ภายในองค์กร กลับต้องพ่ายแพ้ ต่อความเป็นจริงในแนวหน้า ในสมรภูมิจริง ความเป็น "ทีม" คือสิ่งเดียวที่จะทำให้ทุกคนรอดชีวิต
ในขณะที่วาทกรรม พยายามบอกว่า นายพลนั่งอยู่แต่ในห้องแอร์ แต่ความจริง ในสมรภูมิครั้งนี้ เราเห็นนายทหารระดับสูง ตั้งแต่นายพลจนถึงผู้บังคับบัญชาระดับมณฑลทหารบก ลงไปคลุกคลี และสั่งการอยู่แนวหน้าเคียงข้างลูกน้อง เพราะในสมรภูมิ "กระสุนไม่เลือกยศ" ทุกคนคือสหายร่วมรบ ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือการรักษาไว้ซึ่งอธิปไตย .....
บทสรุป ... หน้าที่ เหนือคำด้อยค่า
การสู้รบที่ผ่านมา มีราคาที่ต้องจ่าย ทหารหลายคน ไม่ได้กลับบ้าน บางคนกลับมาพร้อมความพิการ และบางคน ต้องอยู่กับบาดแผลทางจิตใจจากภาวะสงคราม พวกเขาทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์เพื่อคนไทยทุกคน
ถึงเวลาแล้วที่สังคมควรหยุดนำหน้าที่ของทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร หรือพลเรือนที่ปฏิบัติงานเสี่ยงภัย ไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง “เพื่อหาเสียง” สิ่งเดียวที่ทหารต้องการไม่ใช่คำเยินยอที่เกินจริง แต่คือ "การให้เกียรติในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่ทำหน้าที่ปกป้องคุณ"
ท่านอาจจะไม่ชอบเรานั่นคือสิทธิของท่าน แต่โปรดอย่าด้อยค่า คนที่ยอมสละความสุขส่วนตัวเพื่อไปยืนรับกระสุนแทนท่านที่แนวหน้า
เพราะไม่ว่าวาทกรรม จะเปลี่ยนไป หรือพลิกลิ้นไปมาอย่างไร ทหารไทยจะยังคงทำหน้าที่ต่อไป
... Hooah!!!!
#พรรคประชาชน #ฐานเสียงจัญไร#พรรคประชาชน46#ก้าวไกลล้มล้างการปกครอง#ค#ทหารมีไว้ทำไม#ไทยกัมพูชา pic.twitter.com/ZYSIu7xT5e
— Godfckingsend (@kingsmansiam) January 4, 2026




.jpg)
