ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา.... ไทยพีบีเอส ผ่านรัฐบาลมาหลายชุด ผ่านความขัดแย้งทางการเมือง ผ่านสงครามสีเสื้อ ผ่านการรัฐประหาร ผ่านการเลือกตั้ง และผ่านการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง มาแล้วหลายครั้ง...
มีสิ่งหนึ่ง ที่ ไทยพีบีเอส ยืนยันมาตลอด คือ สถานะของการเป็น “สื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ”
อิสระจากอะไร ?
- อิสระจากรัฐบาล
- อิสระจากพรรคการเมือง
- อิสระจากทุนธุรกิจ
แนวคิดนี้ ถือเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ ไทยพีบีเอส ได้รับกลไกทางการเงินที่ “แตกต่าง” จากสื่อทั่วไป โดยมีรายได้หลักจากเงินบำรุงองค์การ ที่มาจาก ภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ ( หรือที่เราเรียกๆกันว่า ภาษีบาป )
จุดประสงค์ก็เพื่อ สร้างหลักประกันว่า ต่อให้รัฐบาลไม่พอใจข่าว ต่อให้ฝ่ายการเมืองไม่พอใจการตรวจสอบ หรือแม้แต่ทุนธุรกิจรายใหญ่ไม่พอใจเนื้อหา องค์กรก็ยังสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ ....
คำถาม....?
แล้ว “สื่ออิสระ” ที่ได้รับเงินอุดหนุนประมาณ 2 พันล้านบาท จากภาษีบาปทั้งหลาย “ยังมีความจำเป็น อยู่หรือไม่..”
เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ในโลกออนไลน์ สื่อภาคประชาชนทั้งหลาย ก็มีอิสระมากมายมหาศาล และ คงไม่มีประเทศไหนในโลก ที่สื่ออนไลน์ มีอิสระขนาดนี้ โดยที่พวกเขา หาเงินมาทำกันเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินรัฐ ?
นี่ต่างหาก ที่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของ ไทยพีบีเอส
ไทยพีบีเอส เอง ต้องการแหล่งรายได้ที่แน่นอน เพื่อการันตีควมเป็นอิสระของตัวเอง แต่ถามว่า เงินที่ให้ไปนั้น ถูกใช้อย่างคุ้มค่าแค่ไหน ? ท่ามกลางแรงเสียดทาน เรื่องความจำเป็นของการมีอยู่ของ Thai PBS
นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส ออกมาเปิดประเด็นว่า ตัวเลข 2,000 ล้านบาท อาจไม่ใช่ภาพทั้งหมดของทรัพยากรทางการเงินที่องค์กรนำมาใช้ ...
เพราะนอกจากเงินบำรุงองค์การแล้ว ยังมีรายได้จากส่วนอื่น เช่น ค่าบำรุงโครงข่าย, ดอกเบี้ย และรายได้ประเภทอื่นๆ
ในขณะที่ ....
สื่อเอกชน อื่นๆ ในวันนี้ ต้องแข่งขันกับ Facebook, YouTube, TikTok และแพลตฟอร์มดิจิทัลสารพัด
- รายได้โฆษณาหาย
- ยอดขายหนังสือพิมพ์ลด
- ต้นทุนเพิ่ม
- หลายแห่งต้องลดคน
- หลายแห่งต้องยุบโต๊ะข่าว
- หลายแห่งรวมตำแหน่งงาน
- บางแห่งเลิกกิจการ
Thai PBS มีคนเกือบ 1,300 คน
คนเหล่านี้ เขาทำอะไรบ้าง ?
นี่เป็นอีกคำถาม ที่อดีตกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสโยนออกมากลางวง ...
นายบุญเลิศ ระบุว่า ".... ปัจจุบัน ไทยพีบีเอส มีบุคลากรในรูปแบบต่างๆ รวมกันเกือบ 1,300 คน คนจำนวนนี้ ประกอบด้วยทั้งผู้บริหาร, พนักงานประจำ, พนักงานสัญญาจ้าง, ลูกจ้างโครงการ และบุคลากรในส่วนต่างๆ...."
เมื่อเป็นองค์กรสื่อ คำถามเรื่อง Productivity หรือ ผลิตภาพของบุคลากร ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ...
โดยเฉพาะในวันที่เทคโนโลยีทำให้การผลิตสื่อเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ...
เมื่อก่อน การส่งข่าวหนึ่งชิ้น จากต่างจังหวัดอาจต้องใช้ทีมงานหลายคน ...
วันนี้ นักข่าวหนึ่งคนสามารถถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ ตัดคลิป เขียนข่าว และส่งเข้าสำนักงานได้จากโทรศัพท์เครื่องเดียว ...
เมื่อก่อน การถ่ายทอดสดต้องใช้รถ OB
วันนี้ โทรศัพท์ กับระบบอินเทอร์เน็ต ก็สามารถ Live สดจากพื้นที่ได้
เมื่อก่อน ต้องมีคนจำนวนมาก เพื่อทำเว็บไซต์ ,โทรทัศน์ ,วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์แยกกัน
วันนี้ เนื้อหาหนึ่งชิ้น สามารถกระจายไปทุกแพลตฟอร์มได้แทบพร้อมกัน
นี่คือเหตุผล ที่องค์กรสื่อทั่วโลกกำลังปรับตัว
คำถาม จึงเกิดขึ้นว่า ....
โครงสร้างบุคลากรของ ไทยพีบีเอส ได้ปรับตามโลกไปไกลแค่ไหนแล้ว ? คนเกือบ 1,300 คน มีสัดส่วนทำงานด้านใดบ้าง ?
- กี่คนอยู่ในสายข่าว ?
- กี่คนอยู่ฝ่ายผลิต ?
- กี่คนอยู่ฝ่ายบริหาร ?
- กี่คนอยู่ฝ่ายสนับสนุน ?
ต้นทุนบุคลากรทั้งหมด คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายจ่าย ? และเมื่อเทียบกับผลผลิตที่ประชาชนได้รับแล้ว อยู่ในระดับเหมาะสมหรือไม่ ?
คำถามเหล่านี้ ไม่ควรเป็นความลับ
มีคนในเกือบ 1,300 แต่ทำไมยังต้อง “จ้างคนนอก” ?
คำถามจะยิ่งหนักขึ้น เมื่อพิจารณาควบคู่กับการว่าจ้างบุคคล หรือบริษัทภายนอกผลิตงาน เพราะถ้าองค์กรมีคนไม่มาก
การ Outsource งานย่อมเข้าใจได้ง่าย ....
แต่ ถ้ามีบุคลากรภายในจำนวนมาก แล้วในเวลาเดียวกัน ยังต้องใช้งบประมาณว่าจ้างภายนอกอีก
คำถามก็ย่อมเกิดขึ้นทันทีว่า แล้วคนข้างในตั้งมากมาย เขาทำอะไร ?
แน่นอน
แต่ สิ่งที่ประชาชนควรได้เห็นคือเหตุผล
- ทำไม ต้องจ้าง ?
- ทำไม คนในทำไม่ได้ ?
หากขาดกำลังคน แล้วบุคลากรเกือบ 1,300 คนอยู่ในส่วนใด ?
และ หากต้องจ้างคนนอกทำงานเป็นประจำ เหตุใด จึงต้องแบกรับต้นทุนบุคลากรภายในจำนวนมาก ?
นี่คือสิ่งที่ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา เคยตั้งคำถามในลักษณะว่าอาจเกิดภาวะ
“งานซ้ำ –
คนซ้อน – งบซ้ำ”
หากเกิดลักษณะเช่นนั้นจริง สิ่งที่ควรถาม จึงไม่ใช่เพียงว่าการจัดซื้อจัดจ้าง “ถูกระเบียบหรือไม่” แต่ต้องถามต่อว่า
“คุ้มค่าหรือไม่”
- สารคดี ราคา 560,000 บาท
เหตุใด จึงเลือกวิธีเฉพาะเจาะจง ? และผลงานสุดท้าย สร้างประโยชน์สาธารณะคุ้มกับเงิน 560,000 บาทหรือไม่ ?
1 ล้านบาท กับงานรำลึก 14 ตุลา คืออีกกรณี คือ การจ้างผลิตคลิปสั้นและ Data Visualize เพื่อรำลึก 50 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งมีการระบุวงเงิน 1,000,000 บาท !!!!
หลักคิดก็เช่นเดียวกัน
แต่ประชาชนมีสิทธิรู้ว่า เงินหนึ่งล้านบาทแลกกับอะไร ?
- ได้เนื้อหากี่ชิ้น ?
- ยอดเข้าถึงเท่าใด ?
- มีต้นทุนประเภทใด ?
- มีการประเมินผลหรือไม่ ?
นี่คือคำถาม เรื่องโครงสร้างองค์กร ไม่ใช่คำถามเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองของเนื้อหา
- จ้างเขียนบทความ 168,000 บาท !!
ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ จนทำให้ ผู้ได้รับการคัดเลือก ประกาศไม่ขอรับงาน ก่อนที่สำนักสื่อดิจิทัล จะประกาศยกเลิกการคัดเลือก โดยให้เหตุผลว่า มีการปรับแผนและรูปแบบการผลิตเนื้อหา ... ?!
นี่เอง ... จึงยิ่งจำเป็นต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน ไม่ใช่เพื่อกล่าวหาว่ามีการกระทำผิด แต่เพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจว่า กระบวนการคัดเลือก ตั้งอยู่บนการแข่งขัน ความเหมาะสม และประโยชน์ขององค์กรอย่างแท้จริง ... ไม่ใช่เล่นพรรคเล่นพวก
เพราะองค์กรที่ประกาศตัวว่า “โปร่งใส ตรวจสอบได้” ย่อมต้องสามารถอธิบายเรื่องที่สังคมสงสัยได้มากกว่าองค์กรทั่วไป
- จ้าง “ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ” เกือบ 300,000 บาทต่อเดือน !!!
มีกรณีที่เขาระบุว่า จ้างกลับมาเป็น “โค้ช” ด้วยค่าตอบแทนเดือนละ 100,000 บาท ระยะเวลา 6 เดือน ( รวมเป็นเงิน 600,000 บาท)
และยังมีการกล่าวถึงตำแหน่ง “ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ” ที่ได้รับค่าตอบแทนเกือบ 300,000 บาทต่อเดือน !!!!
ตัวเลขเกือบ 300,000 บาทต่อเดือน ไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆ
หนึ่งปี หากจ่ายในระดับใกล้เคียงกันต่อเนื่อง ก็อาจคิดเป็นเงินหลายล้านบาท ... แน่นอน ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงสามารถมีมูลค่าทางตลาดระดับนี้ได้ ในภาคเอกชน ผู้บริหารบางตำแหน่งได้เงินมากกว่านี้หลายเท่า
ดังนั้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า
“ทำไมคนคนหนึ่งได้เงินเดือนสูง?”
แต่อยู่ที่ว่า
“เงินเกือบ 300,000 บาทต่อเดือน ซื้ออะไรให้ประชาชน?”
· ผู้เชี่ยวชาญด้านอะไร ?
· มี KPI อะไร ?
· มีผลงานอะไร ?
· เหตุใดจึงไม่มีบุคลากรภายในที่ทำหน้าที่นี้ได้ ?
· มีการเปิดรับหรือเปรียบเทียบผู้เชี่ยวชาญรายอื่นหรือไม่ ?
· ใครเป็นผู้อนุมัติ ?
· และมีการประเมินผลงานอย่างไร ?
ถ้าตอบได้หมด ปัญหาก็จบ ....
แต่ถ้าตอบไม่ได้ คำว่า “ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ” ก็ย่อมกลายเป็นคำที่ประชาชนตั้งคำถามต่อไป
จาก “สื่อ” กลายเป็น “แหล่งทุน” ของคน “บางกลุ่ม ” หรือไม่ ? และนี่คือ อีกมิติที่ควรถูกพูดถึง
เพราะองค์กรสื่อ ที่มีเงินหมุนเวียนระดับหลายพันล้านบาทต่อปี ไม่ได้มีสถานะเป็นเพียง “ผู้ผลิตข่าว” เท่านั้น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีสถานะเป็น “ผู้ซื้อ” ด้วย
- ซื้อรายการ
- ซื้อสารคดี
- ซื้อบริการ
- จ้างบริษัทผลิต
- จ้างผู้เชี่ยวชาญ
- จ้างพิธีกร
- จ้างนักเขียน
- จ้างทีมงานภายนอก
- และจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่าง ๆ
นั่นหมายความว่า ไทยพีบีเอสไม่ได้เป็นเพียง “สื่อ”ตรงนี้ต่างหาก ที่ต้องการความโปร่งใสอย่างสูง เพราะเมื่อองค์กรหนึ่ง มีอำนาจตัดสินใจว่าใครจะได้รับงาน ใครจะได้รับงบฯ ใครจะได้ผลิตรายการ ใครจะได้รับการว่าจ้าง ความสัมพันธ์ระหว่าง “สื่อสาธารณะ” กับเครือข่ายผู้ผลิตภายนอกย่อมต้องถูกออกแบบให้ตรวจสอบได้ ไม่เช่นนั้น คำถามใหม่จะเกิดขึ้นทันทีว่า
แต่โดยธรรมชาติของโครงสร้างงบประมาณ ยังกลายเป็น “แหล่งทุนในระบบนิเวศสื่อ” ไปพร้อมกัน
· เงินสาธารณะกระจายไปหาใครบ้าง ?
· กระจุกตัวอยู่กับบริษัทหรือกลุ่มเดิมหรือไม่ ?
· มีการแข่งขันจริงหรือไม่ ?
· ผู้รับงานมีความสัมพันธ์กับบุคลากรหรือผู้บริหารในองค์กรหรือไม่ ?
· มีการประเมินราคากลางอย่างไร ?
· และประชาชน ได้ประโยชน์จากเงินเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด ?
.jpg)
20 สัญญากว่า 20 ล้าน ไทยพีบีเอสจ้าง "บ.กาแฟดำ" ของสุทธิชัย หยุ่น พบ 6 ปีรายได้รวมกว่า 300 ล้าน
เผยแพร่: 14 มิ.ย. 2567 12:46 ปรับปรุง: 14 มิ.ย. 2567 15:41
ว่ากันด้วยสื่อ ที่ใช้ภาษีประชาชน...
มี กรมประชาสัมพันธ์ มี อสมท. แล้วยังต้องมี TPBS หรือไม่ ?
ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ นิด้า กับความเห็นที่น่าสนใจ
เขาเสนอในทำนองว่า
“ในยุคที่สื่อออนไลน์และ Social Media เปิดพื้นที่ให้มีสื่ออิสระจำนวนมากแล้ว ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีไทยพีบีเอสหรือไม่ ?”
ในเมื่อสื่อของรัฐ ก็มีกรมประชาสัมพันธ์ มี อสมท.
ขณะที่ภาคเอกชนก็มีสถานีโทรทัศน์ สำนักข่าว เว็บไซต์ และ Content Creator จำนวนมหาศาล
ข้อเสนอนี้ ไปไกลถึงขั้น “ยุบ” Thai PBS
นายถนอม อ่อนเกตุพล ก็แสดงความเห็น ในทิศทางเดียวกันว่า ".... หากต้องการความเป็นอิสระ ก็ควรตั้งคำถามเรื่องการพึ่งพาเงินภาษี และอาจต้องหาเงินมาใช้เองเช่นเดียวกับสื่ออื่น..กับ ThaiPBS โครงสร้างแบบปี 2551 ยังเหมาะกับโลกปี 2569 หรือไม่ ? ...."
โลกเปลี่ยนไปแล้ว / พฤติกรรมคนดูเปลี่ยน / เทคโนโลยีเปลี่ยน / ต้นทุนการผลิตเปลี่ยน / แพลตฟอร์มเปลี่ยน
จำนวนช่องทางข่าว เพิ่มขึ้นมหาศาล แต่โครงสร้างองค์กรเปลี่ยนตามไปมากน้อยเพียงใด ?
ยิ่งอยากรักษาความเป็นอิสระ ยิ่งต้องเปิดให้ตรวจสอบ
ในความเป็นจริง ฝ่ายที่ต้องการปกป้อง ไทยพีบีเอส ต่างหาก ที่ควรเป็นฝ่ายเรียกร้องความโปร่งใสมากที่สุดเสียด้วยซ้ำ ....
เพราะสิ่งที่อันตรายที่สุดต่อ สื่อสาธารณะ ไม่ใช่เพียงการถูกฝ่ายการเมืองโจมตี แต่คือ การสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชน ...
เมื่อใด หากประชาชน เชื่อว่า เงินถูกใช้อย่างคุ้มค่า เชื่อว่าการจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส เชื่อว่าการจ้างบุคลากรมีเหตุผล เชื่อว่าค่าตอบแทนสัมพันธ์กับผลงาน เชื่อว่าการจ้างภายนอกเกิดจากความจำเป็น ... และเชื่อว่าองค์กรไม่ได้กลายเป็นพื้นที่หมุนเวียนผลประโยชน์ของคนกลุ่มใด ...
แต่ ถ้าสังคมเริ่มรู้สึกว่าองค์กรมีปัญหา เริ่มตั้งคำถามว่า เงินหายไปไหน หายไปกับอะไร // เริ่มสงสัยว่าทำไมคนมาก // เริ่มสงสัยว่าทำไมจ้างคนนอกมาทำไมมากมาย // เริ่มสงสัยว่าทำไมบางตำแหน่งได้เงินเดือนหลักแสน // เริ่มสงสัยว่าทำไมบางโครงการต้องใช้ “วิธีเฉพาะเจาะจง” ??
ต่อให้ยกคำว่า “สื่ออิสระ” ขึ้นมาสูงแค่ไหน ก็อาจไม่สามารถปกป้องความชอบธรรมขององค์กรได้ตลอดไป ....
ผ่านมากว่า 18 ปี องค์กร อาจต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่า เหตุใดประเทศไทย จึงยังจำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะที่ได้รับทรัพยากรหลายพันล้านบาทต่อปี ...
ไทยพีบีเอส มีสิทธิเรียกร้องความเป็นอิสระจากการเมืองเต็มที่ แต่ประชาชนก็มีสิทธิเรียกร้องความโปร่งใสจากไทยพีบีเอสเต็มที่เช่นเดียวกัน...
เพราะสำหรับองค์กรที่มีหน้าที่ ถือไฟฉายส่องตรวจสอบคนอื่นมาตลอดกว่า 18 ปี ... เมื่อวันนี้ ไฟฉายดวงนั้นถูกหันกลับมาส่องตัวเอง... สิ่งที่ประชาชนกำลังรอดูจึงมีเพียงอย่างเดียวว่า
ไทยพีบีเอส จะกล้าเปิด และส่องไฟฉาย ให้เห็นทุกซอกทุกมุมเหมือนที่เรียกร้องให้คนอื่นเปิดหรือไม่
?
บทความโดย : Thailand First



