คุณเคยด่าใครว่า "กระจอก" หรือไม่ ?
คุณรู้หรือไม่ ว่าคำนี้มาจากไหน?
“กระจอก” คือ สำนวนที่ติดปากคนไทยมาตลอด แท้จริงแล้วมีรากอยู่ในพระไตรปิฎก และพูดถึงสิ่ง ที่ไม่มีใครเคยนึกถึง...
ในภาษาไทย คำว่า “กระจอก” หรือ “กระจอกงอกง่อย” มักถูกใช้เป็นคำด่า เพื่อสื่อถึงคนที่ “ไม่เอาไหน อ่อนแอ ไร้ความสามารถ” ฟังดูเหมือนเป็นเพียงคำพูดแรงๆ ในชีวิตประจำวัน แต่หากย้อนดูให้ลึกลงไป จะพบว่า คำนี้มีรากทางความหมายที่ซับซ้อนกว่าที่คิด
เมื่อ “กระจอก” ไม่ได้แปลว่า แค่แย่
โดยทั่วไป คนจะเข้าใจคำว่า “กระจอก” หมายถึง “ห่วย” หรือ “ไม่มีค่า” ซึ่งก็ไม่ผิดในบริบทปัจจุบัน
แต่ในเอกสารโบราณ โดยเฉพาะในทางพุทธศาสนา คำว่า “กระจอก” เคย ถูกใช้ในความหมายที่เฉพาะเจาะจงกว่านั้น คือ
“กระจอก” หมายถึง บุคคลที่มีความพิการทางร่างกาย โดยเฉพาะความผิดปกติในการเดิน
พระวินัยปิฎก – อธิบาย คนกระจอก เอาไว้ว่า ....
“..... คนเข่าพับก็ดี, คนแข้งหักก็ดี, คนมีอุ้งเท้าคด เพราะมีเท้าหักตรงกลาง คือเดินด้วยท่ามกลางแห่งหลังเท้าก็ดี, คนมีปลายเท้าพับ เพราะมีเท้าหักปลาย คือ เดินด้วยหลังเท้าท่อนปลายก็ดี, คนเดินเขย่งเฉพาะด้วยปลายเท้าก็ดี, คนเดินเขย่งด้วยส้นเท้าก็ดี, คนเดินเขยกด้วยส่วนนอกแห่งเท้าก็ดี, คนเดินเขยกด้วยส่วนในแห่งเท้าก็ดี, คนเดินเขยกด้วยหลังเท้าทั้งหมด เพราะมีข้อเท้าทั้ง ๒ หักตอนบนก็ดี, ชื่อว่า คนกระจอก คนชนิดนี้แม้ทั้งหมด เป็นคนกระจอกแท้ ไม่ควรให้บวช......”
ข้อความดังกล่าวนี้ ไม่ได้พูดเป็นนัย ไม่ได้เปรียบเปรย แต่เป็นการนิยามทางกฎหมายสงฆ์ อย่างตรงไปตรงมา โดยจำแนกรูปแบบของความพิการทางเท้าและขาไว้ถึง ๙ ลักษณะ ตั้งแต่เข่าพับ แข้งหัก ไปจนถึงเดินเขย่งด้วยปลายเท้าหรือส้นเท้า
โดย เหตุผลที่พระวินัยกำหนดว่าผู้มีลักษณะเช่นนี้ "ไม่ควรให้บวช" นั้น ไม่ใช่การดูถูก หรือเลือกปฏิบัติ แต่มาจากเหตุผลเชิงปฏิบัติ กิจของภิกษุในสมัยโบราณ ที่ต้องอาศัยร่างกายที่สมบูรณ์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเดินบิณฑบาตทุกเช้า, การเดินทางไปทำสังฆกรรม , การจำพรรษา หรือการปฏิบัติวินัยต่าง ๆ ที่ต้องอาศัยความคล่องแคล่วทางกาย
“งอกง่อย” ภาพของความไม่สมบูรณ์
อีกคำหนึ่งคือ “งอกง่อย” เป็นคำซ้ำ ที่ใช้บรรยายสภาพ ที่ไม่สมบูรณ์ อ่อนแรง หรือใช้งานร่างกายได้ไม่ปกติ
เมื่อนำมารวมกับ “กระจอก” จึงไม่ใช่แค่คำด่าเล่น ๆ แต่กลายเป็นการ “ย้ำภาพ” ของความอ่อนแอทั้งทางร่างกายและความสามารถ
จาก “ลักษณะทางกาย” สู่ “คำดูถูกทางสังคม”
คำที่เดิมใช้เพื่ออธิบาย “สภาพร่างกายจริง” ในอดีต ... ค่อย ๆ ถูกนำมาใช้ในเชิงเปรียบเทียบ
จาก “เดินไม่ปกติ” → กลายเป็น “ทำอะไรไม่คล่อง” → และสุดท้ายกลายเป็น “ไม่เอาไหน”
นี่คือกระบวนการเปลี่ยนความหมายของภาษา ที่สะท้อนมุมมองของสังคมในแต่ละยุค
“กระจอกงอกง่อย” จึงไม่ใช่แค่คำแรงๆ ที่ใช้ระบายอารมณ์ แต่เป็นตัวอย่างหนึ่ง ของคำในภาษาไทย ที่มีรากมาจากการอธิบาย “ความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์” ในอดีต และเมื่อเวลาผ่านไป ความหมายก็เปลี่ยนจาก “ข้อเท็จจริงทางกายภาพ” มาเป็น “การตัดสินคุณค่าของคน”
ภาษาในฐานะกระจกสะท้อนสังคม
สิ่งที่น่าคิดไม่ใช่แค่ที่มาของคำ แต่คือ สิ่งที่คำนี้บอกเราเกี่ยวกับสังคมในยุคที่มันถือกำเนิด ในโลกก่อนยุคสมัยใหม่ ความสามารถทางกายภาพ คือเส้นแบ่งสำคัญระหว่างคนที่ "ได้" กับ "ไม่ได้" เข้าร่วมในสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบวช การทำงาน หรือการดำรงชีวิต
เมื่อความพิการทางร่างกาย ถูกเชื่อมโยงกับความไม่สามารถ และความไม่สามารถ ถูกเชื่อมโยงกับความยากจน คำว่า "กระจอก" จึงค่อยๆ สะสมความหมายทางสังคมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคำที่ใช้ดูถูกในความหมายกว้างๆ ครอบคลุมทุกคน ที่ถูกมองว่า "ด้อย" ในแบบใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นด้านฐานะ ความสามารถ หรือสถานะทางสังคม
และทุกครั้ง ที่เราพูดคำนี้โดยไม่รู้ตัว เรากำลังส่งต่อทัศนคติ ที่ฝังอยู่ในภาษาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า เราจะเลือกใช้ภาษาอย่างไรในโลกที่เราเข้าใจเรื่องความหลากหลายของมนุษย์มากขึ้นกว่าเดิม
ข้อมูลศึกษาเพิ่มเติม
Tweet



