%20of%20HM%20King%20Chulalongkorn,%20Rama%20V-cover.png)
ตราแผ่นดินสยาม ไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะสวยงาม แต่เป็น “ระบบสัญลักษณ์” ที่บรรจุความหมายทางอำนาจ ประวัติศาสตร์ และโลกทัศน์ของรัฐไว้ในภาพเดียวอย่างแยบยล
ตราแผ่นดินสยาม ในรูปแบบที่เราเห็น เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อสยามกำลังเผชิญแรงกดดันจากจักรวรรดินิยมตะวันตก การมี “ตราแผ่นดิน” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องพิธีการ แต่เป็นการปรับตัวเข้าสู่ระบบรัฐสมัยใหม่ที่ใช้สัญลักษณ์แบบสากล โดยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเฮรัลดรี (heraldry) ของยุโรป ซึ่งเน้นโล่ เครื่องประกอบ และสัตว์ค้ำยัน
อย่างไรก็ตาม “สยาม” ไม่ได้ลอกเลียนรูปแบบตะวันตกโดยตรง หากแต่ “แปลความ” ให้เข้ากับแนวคิดทั้งพุทธ และพราหมณ์ จนเกิดเป็นงานที่มีลักษณะผสมผสานอย่างมีเอกลักษณ์
อย่างไรก็ตาม “สยาม” ไม่ได้ลอกเลียนรูปแบบตะวันตกโดยตรง หากแต่ “แปลความ” ให้เข้ากับแนวคิดทั้งพุทธ และพราหมณ์ จนเกิดเป็นงานที่มีลักษณะผสมผสานอย่างมีเอกลักษณ์
องค์ประกอบของตราแผ่นดิน ประกอบด้วย
- ตราราชวงศ์จักรี ที่สถาปนาโดย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช "จักร" แทนอำนาจในการปกครองและการรักษาระเบียบ "ตรีศูล" แทนอำนาจในการปกป้องและปราบปราม เมื่อรวมกันจึงหมายถึง อำนาจของพระมหากษัตริย์ที่สมบูรณ์ทั้งการปกครองและการคุ้มครองแผ่นดิน รวมถึงสะท้อนแนวคิดกษัตริย์ผู้มีทั้งคุณธรรมและเดชานุภาพ
- เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ซึ่งประกอบด้วย "พระมหาพิชัยมงกุฎ" เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของพระมหากษัตริย์ เปรียบเสมือนยอดเขาพระสุเมรุ ในคติจักรวาล แสดงถึงศูนย์กลางแห่งอำนาจ และความเป็นประมุขสูงสุดของแผ่นดิน "พระแสงขรรค์ชัยศรี" เป็นพระแสงดาบศักดิ์สิทธิ์ แทนพระราชอำนาจในการปกครอง และการปกป้องอาณาจักร สื่อถึงความยุติธรรมและอำนาจในการตัดสิน "ธารพระกร" หรือ คทา เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจในการปกครองและการควบคุม เป็นเครื่องหมายของการถืออำนาจอย่างเป็นรูปธรรม "วาลวิชนี" หรือพัด และ "แส้จามรี" ใช้ประกอบพระราชอิสริยยศ สื่อถึงความบริสุทธิ์ ความสูงส่ง และการปัดเป่าสิ่งอัปมงคล และ "ฉลองพระบาทเชิงงอน" สื่อถึงความเป็นกษัตริย์ผู้สูงส่ง แยกออกจากสามัญชน และพร้อมก้าวขึ้นสู่สถานะสูงสุด
- ฉัตร ๗ ชั้น เป็นสัญลักษณ์ ของพระมหากษัตริย์ในฐานะ สมมติเทพ และผู้ทรงอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน โดย ฉัตร (หรือพระมหาเศวตฉัตร) เป็นเครื่องสูง ที่ใช้เฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้น โดย จำนวน ๗ ชั้น มีนัยถึง ลำดับชั้นแห่งพระบรมเดชานุภาพ * แม้ในพระราชพิธีจริง พระมหากษัตริย์สยามจะใช้ฉัตร ๙ ชั้นเป็นหลัก แต่ในเชิงศิลปะ และตราสัญลักษณ์ การใช้ ๗ ชั้น ถือเป็นรูปแบบที่เหมาะสมทางองค์ประกอบ และยังคงความหมายถึง ความเป็นศูนย์กลางของจักรวาลทางอำนาจ อยู่ครบถ้วน ฉัตรจึงเปรียบเสมือนร่มเงาแห่งพระบารมีที่แผ่คุ้มครองอาณาประชาราษฎร์
- คชสีห์และราชสีห์ ทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำยันโล่ (supporters) “คชสีห์” เป็นสัตว์ผสมระหว่างช้างกับสิงห์ จึงรวมคุณลักษณะของทั้งสองไว้ด้วยกัน “ช้าง” แทนความมั่นคง อดทน และพลังมหาศาล ส่วน “สิงห์” แทนความกล้าหาญและอำนาจ เมื่อรวมกัน คชสีห์ จึงหมายถึง พลังอำนาจที่มั่นคงและทรงพลัง ในบริบทของตราแผ่นดิน ยังมักถูกตีความว่าเกี่ยวโยงกับหัวเมืองฝ่ายเหนือและลาว ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของสยามในยุคนั้น "ราชสีห์" เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความกล้าหาญ และความเป็นผู้ปกครองโดยตรง ในคติไทย ราชสีห์ยังเชื่อมโยงกับ “ธรรมราชา” คือกษัตริย์ผู้ปกครองด้วยธรรม จึงหมายถึง อำนาจที่ชอบธรรมและสง่างาม และมักใช้แทนหัวเมืองฝ่ายใต้หรือมลายูในเชิงสัญลักษณ์
- เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า มีความหมายลึกซึ้งในเชิง “ระบบเกียรติยศ” และ “เครือข่ายอำนาจ” เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับขุนนาง ข้าราชการ และผู้รับใช้แผ่นดิน สื่อถึงการยอมรับในความจงรักภักดี และคุณงามความดี
- ตราอยู่ที่โล่กลาง ซึ่งแบ่งออกเป็นช่องๆ เพื่อแทนองค์ประกอบของรัฐ ช้างสามเศียร หรือช้างเอราวัณในส่วนบน สะท้อนแนวคิดจักรวาลแบบพราหมณ์ที่กษัตริย์เป็นศูนย์กลางของระเบียบโลก ขณะเดียวกัน ก็สามารถตีความในเชิงการเมืองว่าเป็นการรวมดินแดนต่างๆ เข้าสู่โครงสร้างเดียวกัน ส่วนช้างเผือกในช่องหนึ่งของโล่ ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ในฐานะผู้มีบุญญาธิการ เป็นหลักประกันของความชอบธรรมในการปกครอง ไม่ใช่เพียงในระดับโลกมนุษย์ แต่เชื่อมโยงถึงระเบียบจักรวาล ในอีกด้านหนึ่ง กริชซึ่งเป็นอาวุธของวัฒนธรรมมลายู ถูกนำมาใช้แทนดินแดนทางใต้ แสดงให้เห็นว่าตราแผ่นดินมิได้ปฏิเสธความหลากหลาย หากแต่รวบรวมความแตกต่างเหล่านั้นเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ
- มีพระคาถาบาลีกำกับว่า "สพฺเพสํ สงฺฆภูตานํ สามคฺคี วุฑฺฒิสาธิกา" และตราดาราจุลจอมเกล้า คาถานี้แปลว่า "ความพร้อมเพรียงของบุคคลทั้งปวงผู้อยู่เป็นหมวดหมู่กัน ย่อมเป็นเครื่องทำความเจริญให้สำเร็จ"
คาถาบทนี้เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) เปรียญธรรม 18 ประโยค สถิตที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม
พระคาถาภาษิตกำกับตราอาร์มแผ่นดินนี้ เป็นที่พอพระทัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอย่างยิ่ง ดังที่ได้พระราชนิพนธ์เรื่อง “พระบรมราชาธิบายว่าด้วยเรื่องความสามัคคี” ขึ้น ความตอนหนึ่งว่า
“...คาถานี้เป็นคาถาซึ่งจารึกในอามแผ่นดินเป็นคาถาที่ว่าทั่วไปในหมู่ทั้งปวง...ไม่ว่าถึงคนทั้งปวงซึ่งเป็นหมู่ใหญ่ทั่วไป ยกเอาพวกที่เป็นผู้รับราชการเป็นผู้ปกครองรักษาและเป็นผู้ทำนุบำรุงบ้านเมืองจะประพฤติ อย่างไร จึงจะเป็นการสมควรถูกต้องด้วยคาถาสุภาษิตนี้ และจะได้รับความเจริญตามคาถาสุภาษิตนี้....”
“...ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านผู้ซึ่งมีความคิดอยู่ปลายทั้งสองฝ่าย ควรจะลดหย่อนความคิดเห็นของตนร่นลง มาให้อยู่ตรงกลางผู้จะจัดการบ้านเมืองตามเวลาที่สมควรจะสำเร็จตลอดไปได้ให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เกิดความสามัคคีพร้อมเพรียงกันในอย่างกลางนี้แล้ว จะเป็นผลให้การทั้งปวงสำเร็จตลอดไปได้ ดีกว่าที่จัดอยู่หัว อยู่ท้ายนั้นมาก...”
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบโดยรวม
ตรานี้ จึงทำหน้าที่เสมือน “แผนที่เชิงสัญลักษณ์” ที่ซ้อนทับหลายชั้นของความหมาย ตั้งแต่ระดับจักรวาล ความเชื่อทางศาสนา ไปจนถึงภูมิรัฐศาสตร์ และอำนาจการปกครอง การจัดวางแบบสมมาตร ความซับซ้อนของลวดลาย ล้วนเสริมให้ภาพนี้ไม่ใช่เพียงสิ่งที่มองเห็น แต่เป็นสิ่งที่ “รับรู้” ถึงความยิ่งใหญ่และความศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่สะท้อนโครงสร้างอำนาจของรัฐสยามในยุคที่บ้านเมืองกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่อย่างชัดเจน
ในห้วงเวลาที่มหาอำนาจตะวันตก กำลังแผ่อิทธิพลเข้ามากดดันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สยามจึงจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า ตนมิใช่บ้านเมืองที่กระจัดกระจาย หากเป็นราชอาณาจักรที่มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางอธิปัตย์ มีระเบียบแห่งการปกครอง และมีดินแดนต่างๆ อยู่ภายใต้พระบรมราชอำนาจเดียวกันอย่างเป็นระบบ
ดังนั้น องค์ประกอบภายในตราอาร์ม จึงมีความหมายมากไปกว่าความงามของลวดลาย เพราะตอนกลางของโล่ ได้สรุปภาพทางการเมืองของสยามในยุคนั้นไว้อย่างชัดเจน ห้องบนเป็นรูปช้างเอราวัณสามเศียร หมายถึง ราชอาณาจักรสยามอันเป็นศูนย์กลางแห่งพระราชอำนาจ ส่วนห้องล่างซ้ายเป็นช้างเผือก หมายถึงดินแดนลาว หรือหัวเมืองลาว ที่อยู่ในฐานะประเทศราช และห้องล่างขวาเป็นรูปกริช หมายถึง หัวเมืองมลายูที่ขึ้นต่อสยาม สัญลักษณ์ทั้งสามส่วนนี้จึงเปรียบเสมือนแผนที่เชิงอำนาจที่บอกแก่ผู้คนในยุคนั้นว่า พระราชอาณาเขตแห่งสยามมิได้จำกัดอยู่เพียงหัวเมืองชั้นใน แต่ยังครอบคลุมดินแดนที่อยู่ในความขึ้นต่อภายใต้ระเบียบการเมืองของพระมหากษัตริย์สยามด้วย
ในห้วงเวลาที่มหาอำนาจตะวันตก กำลังแผ่อิทธิพลเข้ามากดดันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สยามจึงจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า ตนมิใช่บ้านเมืองที่กระจัดกระจาย หากเป็นราชอาณาจักรที่มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางอธิปัตย์ มีระเบียบแห่งการปกครอง และมีดินแดนต่างๆ อยู่ภายใต้พระบรมราชอำนาจเดียวกันอย่างเป็นระบบ
ดังนั้น องค์ประกอบภายในตราอาร์ม จึงมีความหมายมากไปกว่าความงามของลวดลาย เพราะตอนกลางของโล่ ได้สรุปภาพทางการเมืองของสยามในยุคนั้นไว้อย่างชัดเจน ห้องบนเป็นรูปช้างเอราวัณสามเศียร หมายถึง ราชอาณาจักรสยามอันเป็นศูนย์กลางแห่งพระราชอำนาจ ส่วนห้องล่างซ้ายเป็นช้างเผือก หมายถึงดินแดนลาว หรือหัวเมืองลาว ที่อยู่ในฐานะประเทศราช และห้องล่างขวาเป็นรูปกริช หมายถึง หัวเมืองมลายูที่ขึ้นต่อสยาม สัญลักษณ์ทั้งสามส่วนนี้จึงเปรียบเสมือนแผนที่เชิงอำนาจที่บอกแก่ผู้คนในยุคนั้นว่า พระราชอาณาเขตแห่งสยามมิได้จำกัดอยู่เพียงหัวเมืองชั้นใน แต่ยังครอบคลุมดินแดนที่อยู่ในความขึ้นต่อภายใต้ระเบียบการเมืองของพระมหากษัตริย์สยามด้วย
เกร็ดน่ารู้ ท้ายบท
การค้นพบ “ตราแผ่นดินสยาม” ที่ถูกลืมในคลังพิพิธภัณฑ์โลก
เรื่องราวของตราแผ่นดินสยาม ไม่ได้จบลงเพียงในหน้าประวัติศาสตร์ หากยังมี “ชีวิตต่อ” อยู่ในพื้นที่ที่คนทั่วไปแทบไม่มีโอกาสได้เห็น ... คลังเก็บวัตถุของพิพิธภัณฑ์ระดับโลก
หนึ่งในเรื่องราวที่น่าสนใจ ถูกบันทึกไว้โดย Paul Michael Taylor นักมานุษยวิทยาแห่ง Smithsonian Institution ซึ่งได้เล่าถึงการค้นพบ “ตราแผ่นดินสยาม” ขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่ง ที่เคยเป็นของพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ตราชิ้นนี้ถูกส่งไปจัดแสดงในงาน Philadelphia Centennial Exposition เมื่อปี ค.ศ. 1876 ก่อนจะถูกส่งต่อมายัง Smithsonian และค่อยๆ เลือนหายไปจากการรับรู้ เนื่องจากขนาดที่ใหญ่เป็นพิเศษ ทำให้มันถูกจัดเก็บแยกออกจากวัตถุอื่นๆ และยิ่งถูกลืมมากขึ้นเมื่อถูกเก็บไว้ในพื้นที่ที่มีปัญหาการปนเปื้อนแร่ใยหิน
กระทั่งหลายสิบปีต่อมา ระหว่างการย้ายคลัง และจัดการปนเปื้อนในช่วงทศวรรษ 1990 วัตถุชิ้นนี้ จึงถูกห่อและย้ายไปยังพื้นที่จัดเก็บสำหรับวัตถุขนาดใหญ่ พร้อมกับมีการบันทึกหมายเลขทะเบียนเดิมจากบัญชีของขวัญในปี ค.ศ. 1876 เอาไว้อีกครั้ง
รายละเอียดเล็ก ๆ นี้เอง ที่กลายเป็น “กุญแจ” สำคัญในการตามหามันในภายหลัง
เมื่อถึงปี ค.ศ. 2017 ทีมงาน จึงสามารถระบุตำแหน่งของตราชิ้นนี้ได้สำเร็จ แม้มันจะถูกเก็บอยู่บนชั้นสูงสุดของคลังขนาดใหญ่ ต้องใช้รถยกนำลงมา และถูกห่อเก็บไว้อย่างมิดชิดมานานนับศตวรรษ
การแกะห่อในครั้งนั้น ไม่เพียงเป็นการเปิดเผยวัตถุชิ้นหนึ่ง แต่ยังถือเป็นการ “นำมันกลับเข้าสู่ประวัติศาสตร์อีกครั้ง” เพราะนี่คือครั้งแรกที่มีการบันทึกภาพของตราแผ่นดินชิ้นนี้ นับตั้งแต่มันถูกจัดแสดงเมื่อปี ค.ศ. 1876 และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Arts of Asia (Taylor, 2018, หน้า 116)
และที่น่าสนใจ คือ ในบันทึกรายการของขวัญเดิม คำว่า “Royal Seal” เคยทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจว่า เป็นเพียงตราประทับสำหรับเอกสาร แต่ในความเป็นจริง กลับหมายถึง ตราแผ่นดินขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นเพื่อสื่อถึงอำนาจและสถานะของรัฐสยามบนเวทีโลก
เรื่องเล็กๆ นี้ จึงสะท้อนให้เห็นว่า วัตถุทางประวัติศาสตร์จำนวนไม่น้อย อาจยังคง “หลับใหล” อยู่ในคลังเก็บของพิพิธภัณฑ์ และรอการค้นพบ เพื่อเติมเต็มเรื่องราวที่เราเคยคิดว่าเข้าใจมันดีแล้ว ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
%20of%20HM%20King%20Chulalongkorn,%20Rama%20V-detail-body.jpg)
%20of%20HM%20King%20Chulalongkorn,%20Rama%20V,4-resize.jpg)
%20of%20HM%20King%20Chulalongkorn,%20Rama%20V,5resize.jpg)
%20of%20HM%20King%20Chulalongkorn,%20Rama%20V,-2resize.jpg)
%20of%20HM%20King%20Chulalongkorn,%20Rama%20V,3-resize.jpg)


