ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก ที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ประชาชนคนไทย กลับต้องเผชิญกับภาพฉายซ้ำทางเมือง ที่ไม่เคยเปลี่ยนไป นั่นคือ การปรากฏตัวของ บุคคลกลุ่มนักการเมือง "หน้าเดิมๆ" ที่วนเวียนครองเก้าอี้รัฐมนตรีมานานเกือบ 4 ทศวรรษ ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากขั้วใด หรือมีอุดมการณ์แบบไหนก็ตาม ....
หากพิจารณาเส้นทางการเมืองของ คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน เราจะพบความจริงที่น่าตกใจว่าบ้านเมืองเรา ถูกบริหารด้วยมุมมองเดิมๆ มาอย่างยาวนาน ....
- ผู้ไม่เคยเป็นฝ่ายค้าน ตั้งแต่ยุคพรรคกิจสังคม, ไทยรักไทย, พลังประชารัฐ จนมาถึงเพื่อไทย ทั้งสองท่านมีความสามารถพิเศษในการ "ย้ายขั้ว" เพื่อรักษาตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงเกรด A ได้อย่างเหนียวแน่น .....
- นโยบายที่ขาดความยั่งยืน จากกรณีเครื่องตรวจวัตถุระเบิด CTX ที่ถูกตั้งคำถาม, นโยบายโคล้านตัวที่ทิ้งหนี้ไว้ให้เกษตรกรอย่างมากมาย ไปจนถึงการกำกับดูแลกระบวนการยุติธรรมที่มีข้อกังขาเรื่องมาตรฐาน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ประสบการณ์ที่ยาวนานอาจไม่ได้หมายถึงประสิทธิภาพเสมอไป ...
การครองตำแหน่งเดิมซ้ำๆ ในหลายยุคสมัย ทำให้เกิดคำถามว่า... ท่านกำลังนำพาประเทศไปสู่สิ่งใหม่ หรือเพียงแค่บริหารจัดการตาม "โควตาทางการเมือง" เพื่อรักษาอำนาจในมือเท่านั้น ?
ของ 2 นักการเมืองหน้าเดิม ในทุกสมการรัฐบาล"
ยุคเริ่มต้น
การวางรากฐานและหาช่องทาง (พ.ศ. 2526 - 2543)
- นายสมศักดิ์ .... วนเวียนอยู่กับการเป็น ส.ส. และรัฐมนตรี ในพรรคขนาดกลาง ที่เน้นการเข้าร่วมรัฐบาลเป็นหลัก (เช่น พรรคกิจสังคม) เป็นภาพจำของนักการเมืองแบบเก่า ที่เน้นการรักษาฐานเสียงในพื้นที่เพื่อใช้ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี
- นายสุริยะ ..... นำบทบาทนักธุรกิจเข้ามาแสวงหาลู่ทางทางการเมือง โดยเริ่มชิมลางตำแหน่งรัฐมนตรีตั้งแต่อยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ (ยุคชวน 2) ก่อนจะย้ายไปหาขั้วที่ใหญ่กว่า
การกุมกลไกงบประมาณ (พ.ศ. 2544 - 2549)
- นายสุริยะ และ นายสมศักดิ์ ทั้งคู่ ย้ายเข้าสู่ "ไทยรักไทย" และกลายเป็นผู้มีอิทธิพลในการคุมกระทรวงเกรด A
- นายสุริยะ.... นั่งคุมกระทรวงคมนาคม ยุคที่มีการอนุมัติโปรเจกต์หลายโครงการ และที่โดดเด่นที่สุดคือ กรณีเครื่อง CTX9000 ที่เป็นข้อกังขา มาอย่างยาวนาน
- นายสมศักดิ์ .... ผลักดันนโยบายแนวประชานิยมที่เน้นปริมาณแต่ขาดคุณภาพ เช่น "โคล้านตัว" ซึ่งกลายเป็นภาระให้เกษตรกรในเวลาต่อมา
การตั้งกลุ่มเพื่อต่อรอง (พ.ศ. 2550 - 2557)
- เมื่อพรรคเดิมถูกยุบ ....นายสุริยะ และ นายสมศักดิ์ ทั้งคู่ไม่ได้หายไปพร้อมอุดมการณ์ แต่กลับตั้ง "กลุ่มมัชฌิมา" ขึ้นมา เพื่อเป็น "ตัวแปร" ในการจัดตั้งรัฐบาล
พวกเขาแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นนายกฯ (ไม่ว่าจะเป็นขั้วไหน) กลุ่มของพวกเขาสามารถ "ดีล" เพื่อให้ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีมาครองได้เสมอ
ยุคสืบทอดอำนาจ
การย้ายฝั่งเพื่อความอยู่รอด (พ.ศ. 2561 - 2565)
- แม้เคยอยู่ฝั่งประชาธิปไตย แต่เมื่อลมเปลี่ยนทิศ ทั้งคู่ ก็เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อหนุนรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร
- นายสุริยะ.... ได้กลับมาคุมกระทรวงอุตสาหกรรม
- นายสมศักดิ์ ... นั่งเก้าอี้รัฐมนตรียุติธรรม ท่ามกลางคำถามเรื่องมาตรฐานการลดโทษคดีทุจริต
ภาพที่ชัดเจน .... คือการทิ้งอุดมการณ์เพื่อรักษา "พื้นที่ในทำเนียบรัฐบาล"
ยุคปัจจุบัน
การวนกลับมาที่เดิม (พ.ศ. 2566 - ปัจจุบัน)
- เมื่อกระแสการเมืองตีกลับ นายสุริยะ และ นายสมศักดิ์ ทั้งคู่ ก็ย้ายกลับมาที่พรรคเพื่อไทย อีกครั้ง ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และยังคงได้รับการจัดสรร ให้คุมกระทรวงสำคัญ (คมนาคม และ สาธารณสุข)
นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ตลอดเกือบ 40 ปี "อำนาจถูกหมุนเวียนอยู่กับคนกลุ่มเดิม" โดยไม่สนว่าขั้วการเมืองจะเปลี่ยนไปแค่ไหน
"จากภาพรวมเหตุการณ์ และตัวเลขลำดับปีข้างต้น มันไม่ใช่เพียงแค่สถิติการครองเก้าอี้ที่ยาวนาน แต่มันคือหลักฐานของความหยุดนิ่งทางการเมือง ที่ประชาชนต้อง ทนดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยเหตุนี้ ผม จึงขอส่งผ่านความรู้สึกในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ไปยังท่านทั้งสองผ่าน จดหมายเปิดผนึก ฉบับต่อไปนี้...
[จดหมายเปิดผนึก]
เรียน คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน
ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่ติดตามการเมืองมาอย่างยาวนาน ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ ด้วยความเคารพในประสบการณ์ของท่านทั้งสอง แต่ในขณะเดียวกัน ก็เขียนด้วยความอัดอั้น และเหนื่อยล้า ต่อวงจรการเมืองที่ดูเหมือนจะหยุดนิ่งอยู่กับที่
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าลมพัดไปทิศทางใด ไม่ว่าขั้วการเมืองจะเปลี่ยนจากซ้ายไปขวา หรือจากอนุรักษนิยมไปสู่เสรีนิยม ชื่อของท่านทั้งสอง มักจะปรากฏอยู่ในโผคณะรัฐมนตรีเสมอ ราวกับว่าเก้าอี้รัฐมนตรี คือพื้นที่สัมปทานส่วนตัวที่ขาดท่านไปไม่ได้
ทำไมเราถึงต้องตั้งคำถาม
- การที่ท่านครองตำแหน่งรัฐมนตรีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในหลายกระทรวง ทำให้เกิดคำถามว่า บ้านเมืองเราขาดแคลนบุคลากร ที่มีความสามารถขนาดนั้นเลยหรือ ? หรือแท้จริงแล้ว มันคือเรื่องของ "โควตาทางการเมือง" มากกว่า "ความรู้ความสามารถ" ที่ตรงสายงาน
- ประชาชนยากจะจดจำ "ผลงานชิ้นโบแดง" ที่เปลี่ยนโครงสร้างประเทศอย่างแท้จริงจากท่าน สิ่งที่เห็นบ่อยครั้ง กลับเป็นการบริหารจัดการ ตามน้ำและการรักษาอำนาจในมือ
- วันนี้โลกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และมุมมองใหม่ๆ การยึดติดกับวิธีการเมืองแบบเก่าๆ การเจรจาต่อรองโควตา อาจไม่ตอบโจทย์ความท้าทาย ในโลกปัจจุบันที่ต้องการวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลกว่าเดิม
ความสง่างามของนักการเมือง ไม่ได้อยู่ที่การครองอำนาจให้ยาวนานที่สุด แต่อยู่ที่การรู้วันเวลาที่เหมาะสมในการ "ส่งไม้ต่อ" การเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ที่มีไฟ มีไอเดีย และมีอุดมการณ์ใหม่ๆ ได้เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ได้หมายความว่าท่านพ่ายแพ้ แต่มันหมายถึงท่านได้เสียสละเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า
บ้านเมืองต้องการการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนขั้ว สลับไปสลับมา .... แต่คือการเปลี่ยนหน้า เปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารที่ติดหล่มมานาน ...
ขอให้ท่านลองพิจารณาดูว่า ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ ท่านอยากให้ประวัติศาสตร์จดจำท่านในฐานะ "นักการเมืองที่ยึดติดกับเก้าอี้ทุกรัฐบาล" หรือ "รัฐบุรุษผู้เปิดประตูบานใหม่ให้แก่คนรุ่นหลัง"
ด้วยความเคารพ ในสิทธิของประชาชน
( ประเทือง ปรามศัตรูพืช )
🙏 เสียงวิงวอนถึง "พรรคภูมิใจไทย"
ขอได้โปรด อย่าทำลายบรรทัดฐานที่เคยสร้างไว้
ขอได้โปรด อย่าทำลายบรรทัดฐานที่เคยสร้างไว้
สุดท้ายนี้ ผมขอกล่าวไปถึง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่มีบทบาทสำคัญ เราเคยเห็นพรรคภูมิใจไทย กล้าคิดนอกกรอบด้วยการดึง "รัฐมนตรีคนนอก" ที่เป็นมืออาชีพตัวจริงเข้ามาทำงาน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ (เพียง 2 เดือน) แต่กลับสร้างผลงานที่โดดเด่น และเป็นที่ประจักษ์มากกว่านักการเมืองที่นั่งตำแหน่งเดิมมาเป็นหลายสิบปี
ประชาชนเขาชื่นชมในจุดแข็งที่ว่า “คุณภาพของคน สำคัญกว่าโควตาทางการเมือง” และนั่นคือบรรทัดฐานใหม่ที่สังคมคาดหวัง
หากพรรคภูมิใจไทย ยังคงยึดมั่นในหลักการนี้ ได้โปรดพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ในการจัดสรรตำแหน่ง และ "อย่าปล่อย" ให้อนาคตของประเทศ ต้องตกอยู่ในมือของนักการเมืองหน้าเดิมๆ ที่ไร้คุณภาพ และผลงานเชิงรุก เพียงเพื่อตอบแทนบุญคุณทางการเมือง การกล้าปฏิเสธวงจรเดิมๆ คือ การพิสูจน์ว่าพรรคภูมิใจไทย ให้ความสำคัญ และแคร์เสียงประชาชนมากกว่า เกรงใจผู้ทรงอิทธิพล ...
บ้านเมืองต้องการการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนหน้ากาก แต่คือการเปลี่ยนหน้าคนทำงาน เพื่อให้ประเทศไทยได้เดินไปข้างหน้าเสียที
ขอขอบคุณ
( ประเทือง ปราบศัตรูพืช )
บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ




