ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองหลวง และกลิ่นอายประวัติศาสตร์ของย่านห้าแยกพลับพลาชัย มีอาคารหลังหนึ่ง ที่ตั้งตระหง่าน ด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกตา แต่กลับดูสง่างามอย่างน่าประหลาดใจ นั่นคือ "อาคารปราสาททองโอสถ" สถาปัตยกรรมที่เปรียบเสมือน สะพานเชื่อมระหว่างโลกตะวันตกที่ทันสมัย และจิตวิญญาณแบบไทยที่หยั่งรากลึก ...
สถาปัตยกรรมที่รวม
“ความเก่า” และ “ความใหม่”
เข้าด้วยกัน
- เส้นสายที่คมชัด ... ตัวอาคารเน้นความสมมาตรและการใช้รูปทรงเรขาคณิตแบบโมเดิร์น แต่มีการลดทอนความแข็งกระด้างด้วยลายฉลุและรายละเอียดการตกแต่งที่อ่อนช้อย
- การใช้สีและวัสดุ.... การเลือกใช้โทนสีที่ดูขรึมแต่หรูหรา สอดประสานไปกับการออกแบบช่องแสงที่ทำให้แสงธรรมชาติจากภายนอกสาดส่องเข้ามาสร้าง "มิติ" ให้กับพื้นที่ภายในอย่างลงตัว
- บรรยากาศย้อนยุค..... แม้จะมีความเป็นโมเดิร์น แต่สัมผัสแรกที่ก้าวเข้าไปจะรู้สึกได้ถึงความคลาสสิก เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปสู่ยุคที่สถาปัตยกรรมคือศิลปะชิ้นเอก
บริบททางประวัติศาสตร์ และที่ตั้ง
อาคารหลังนี้ ตั้งอยู่ในย่าน "พลับพลาชัย" ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ของชาวไทยเชื้อสายจีน ที่มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5-6 พื้นที่บริเวณห้าแยกพลับพลาชัยเป็นจุดตัดทางวัฒนธรรม และการค้าที่สำคัญ เชื่อมต่อกับย่านยศเสและบำรุงเมือง
ตัวอาคารมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจ "ห้างขายยาปราสาททองโอสถ" ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของอาณาจักรธุรกิจของตระกูลปราสาททองโอสถ (โดยมี นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เป็นบุคคลสำคัญ) อาคารแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงสำนักงาน แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จจากการผลิตยาแผนโบราณและยาแผนปัจจุบันที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในอดีต
อาคารหลังนี้ถูกนิยามว่า เป็นสถาปัตยกรรมแบบ "ไทยประยุกต์" (Thai Modernism) หรือบางช่วงอาจเรียกว่าเป็นแนว "Art Deco แบบไทย" ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก
- โครงสร้างกึ่งโมเดิร์น ใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่เป็นที่นิยมในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ช่วงปี พ.ศ. 2490-2510) ซึ่งเน้นความแข็งแรงและรูปทรงเรขาคณิต
- การประดับตกแต่งด้วยลายไทย .... ความโดดเด่น คือการนำ "ลายไทย" มาลดทอนรายละเอียด (Simplification) เพื่อให้เข้ากับรูปทรงโมเดิร์น เช่น การใช้ปูนปั้นหรือไม้สลักบริเวณกรอบหน้าต่างและชายคาที่มีลักษณะคล้ายลายกนกหรือลายไทยประดิษฐ์
- หลังคาและจั่ว มีการใช้รูปทรงหลังคาที่สะท้อนความเป็นไทย แต่ตัดทอนความอ่อนช้อยของช่อฟ้าใบระกาแบบวัดออกไป เพื่อให้ดูเป็นอาคารพาณิชย์ที่ทันสมัยในยุคนั้น
- ช่องแสงและระบบระบายอากาศ .... สถาปัตยกรรมในยุคนั้นให้ความสำคัญกับ "สภาวะน่าสบาย" (Thermal Comfort) มีการออกแบบหน้าต่างบานกระทุ้งและช่องลมฉลุลายเพื่อให้ลมไหลเวียนได้ดี ซึ่งเป็นภูมิปัญญาการสร้างตึกแถวในเขตร้อน
ความทรงจำที่เปิดให้สัมผัสเพียง
๑๒ วัน
วันที่ ๑-๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ นี้
การเปิดประตูอาคารให้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ ๑-๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ นี้ ไม่ได้เป็นเพียงการชมความงามของปูนและอิฐเท่านั้น แต่คือการได้สัมผัสถึง ความตั้งใจของตระกูลปราสาททองโอสถ ที่มุ่งมั่น ดูแลและรักษามรดกทางสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ไว้ให้คงอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ...สำหรับคนรักงานดีไซน์ อาคารแห่งนี้คือ "บทเรียน" นอกห้องเรียนที่แสดงให้เห็นว่า เราสามารถอยู่กับโลกที่หมุนไวได้ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้งรากเหง้าของตนเอง พื้นที่ด้านใน ที่เปิดให้เข้าชมจะเผยให้เห็นการจัดวางพื้นที่ (Space Planning) ที่ชาญฉลาด และการเก็บรายละเอียดงานไม้ งานปูนที่ปราณีตหาชมได้ยากในปัจจุบัน
หากคุณคือคนหนึ่งที่หลงใหลในเส้นสายของสถาปัตยกรรม หรือเพียงแค่อยากหลบหนีความวุ่นวายไปยืนนิ่งๆ ท่ามกลางบรรยากาศ ที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง อาคารปราสาททองโอสถ คือจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะความงามเช่นนี้... หากพลาดโอกาส ๑๒ วันนี้ไป อาจต้องรออีกนานแสนนานกว่าประตูแห่งนี้จะเปิดต้อนรับเราอีกครั้ง
เกร็ดน่าสนใจเพิ่มเติม ....
ช่วงเวลาแนะนำ: แนะนำให้ไปช่วง ๑๐.๐๐ น. หรือ ๑๕.๓๐ น. ซึ่งเป็นช่วงที่แสงแดดทำมุมสวยงามกับตัวอาคาร ทำให้ถ่ายภาพออกมามีมิติของแสงและเงา (Chiaroscuro) ที่ชัดเจนมากครับ ....
ขอบคุณข้อมูลรูปภาพโดย : Charlie Karn






