Liberté, Égalité, Fraternité
หลายคนหลงใหลในความโรแมนติก ของคำว่า Liberté, Égalité, Fraternité ราวกับมันเป็นบทสวดศักดิ์สิทธิ์แห่งเสรีภาพ ... แต่ประวัติศาสตร์เบื้องหลังของคำขวัญนี้ ไม่ได้ถูกเขียนด้วยน้ำหมึกที่สวยหรู หากแต่ถูกจารึกด้วย “รอยเลือด” และเสียงคมมีดกิโยติน ..!!! มันไม่ใช่คำปลอบประโลม แต่มันคือ “ภาษาของการรื้อถอนโครงสร้าง” ที่ครั้งหนึ่ง เคยทำให้ฝรั่งเศสทั้งชาติ ต้องเผชิญกับความโกลาหล เกินกว่าที่ใครจะคาดคิดหรือจินตนาการได้.... และวันนี้ เมื่อเสียงสะท้อนจากปี ค.ศ. 1789 กำลังถูกปลุกขึ้นมาใหม่ในบริบทไทย คำถามที่สำคัญกว่า “มันดีหรือไม่” คือ “เรากำลังเดินเข้าสู่กับดักเดิมที่ประวัติศาสตร์เคยเตือนไว้แล้วหรือไม่?”
ในโลกของการเมือง .. ไม่มีสัญลักษณ์ใดที่ถูกเลือกใช้อย่างบังเอิญโดยเฉพาะคำขวัญที่ถูกออกแบบมาเพื่อ "ฆ่าระบอบหนึ่งเพื่อสร้างอีกระบอบหนึ่ง" อย่างสโลแกนปฏิวัติฝรั่งเศส การที่พรรคประชาชน หยิบยกถ้อยคำเหล่านี้ มาใช้ท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งเชิงโครงสร้างในไทย จึงไม่ใช่เพียงการยืมคุณค่า มาสร้างแรงบันดาลใจ แต่มันคือ การวาง "ตรรกะแห่งการรื้อถอน" ลงบนรอยร้าวของสังคมไทยอย่างมีนัยสำคัญ !!
ทำไมฝรั่งเศสจึงชู
“Liberté – Égalité – Fraternité”
การที่ฝรั่งเศสยกคำว่า Liberté – Égalité – Fraternité ขึ้นมาเป็นคำขวัญของชาติ ไม่ได้เกิดจากอุดมคติที่สวยงามลอย ๆ หากแต่เป็นผลโดยตรงจากความล้มเหลวของระบอบเดิม ในการตอบคำถามพื้นฐานของสังคมว่า ใครคือเจ้าของอำนาจอธิปไตย และรัฐมีไว้เพื่อใคร ??
ก่อนปี ค.ศ. 1789
สังคมฝรั่งเศส ถูกแบ่งแยกเป็นชนชั้นอย่างแข็งตัว อภิสิทธิ์ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่กำเนิด ขณะที่ภาระทางเศรษฐกิจ และภาษี กลับตกอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่ คำว่า “ความเสมอภาค” จึงไม่ใช่ถ้อยคำเชิงศีลธรรม ที่สวยหรู หากแต่เป็นเครื่องมือทางความคิด ในการทำลายตรรกะ ของระบอบศักดินา ที่เชื่อว่ามนุษย์ไม่เท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ ....
ขณะเดียวกัน อำนาจรัฐในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถูกอธิบายว่า ไหลลงมาจากพระเจ้า ผ่านกษัตริย์ และส่งต่อถึงประชาชน แนวคิดเรื่อง “เสรีภาพ” จึงถูกยกขึ้นมาเพื่อหักล้างความชอบธรรมแบบเดิม และประกาศว่า มนุษย์มีสิทธิ์โดยกำเนิด ไม่ต้องรอการอนุญาตจากอำนาจศักดิ์สิทธิ์ใดๆ
อย่างไรก็ตาม การโค่นระบอบเดิม ย่อมทิ้งสุญญากาศทางความชอบธรรม .... เมื่อกษัตริย์ และศาสนจักร ถูกดึงออกจากศูนย์กลางรัฐ ฝรั่งเศส จึงต้องเผชิญคำถามสำคัญว่า “อะไรจะยึดผู้คนทั้งชาติไว้ด้วยกัน” คำตอบคือ “ภราดรภาพ” ซึ่งถูกออกแบบมา เพื่อแทนที่ความจงรักภักดีแบบเดิม ด้วยความเป็นพี่น้องในฐานะพลเมืองที่เท่าเทียมกัน ...
แต่ในทางประวัติศาสตร์
ภาพฝันของยูโทเปียภายใต้คำขวัญนี้ ไม่ได้ลงเอยอย่างสวยงามดังที่คาดหวัง
บทเรียนสำคัญจากฝรั่งเศส คือ คำขวัญ ที่ตั้งใจจะรื้อระบอบเดิม และสร้างสังคมใหม่ แม้จะเริ่มต้นด้วยอุดมคติสูงส่ง แต่หากปราศจากกลไกควบคุมอำนาจที่มั่นคง ผลลัพธ์อาจไม่ใช่ยูโทเปีย หากแต่เป็นความโกลาหล การสูญเสีย และการสถาปนาอำนาจใหม่ที่ไม่ต่างจากเดิมในสาระสำคัญ
กล่าวโดยสรุป คำขวัญ Liberté – Égalité – Fraternité ไม่ได้มีหน้าที่ ปลอบประโลมสังคม หากแต่มีหน้าที่ “รื้อและสร้าง” ไปพร้อมกัน คือ รื้อโครงสร้างอำนาจเดิม และสร้างความชอบธรรมใหม่ให้รัฐแบบสาธารณรัฐ .... มันจึงเป็นสโลแกนของการเปลี่ยนระบอบ ไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงคุณธรรมทั่วไป และประวัติศาสตร์ ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า การรื้อโดยไร้หลักประกัน อาจนำไปสู่การล้มเหลวได้เช่นกัน !!!
ดังนั้น
เมื่อคำขวัญแห่งการเปลี่ยนแปลงระบอบ
ถูกนำมาใช้ในบริบทไทย
ในกรณีของฝรั่งเศส คำขวัญนี้ ถูกใช้เพื่อแก้โจทย์เฉพาะของสังคม ที่ระบอบเดิมล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แต่ในกรณีของไทย บริบททางประวัติศาสตร์ โครงสร้างรัฐ และบทบาทของสถาบันหลัก แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ...
การนำภาษาทางการเมือง จากอีกบริบทหนึ่งมาใช้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะก่อให้เกิดคำถามว่า นี่คือการยืมคุณค่ามาเป็นแรงบันดาลใจ หรือเป็นการยืมตรรกะ ของการรื้อโครงสร้างมาเป็นแผนงานในระยะยาว โดยไม่คำนึงถึงผลข้างเคียงที่ประวัติศาสตร์เคยเตือนไว้แล้ว ...?
ในทางการเมือง ความไม่ชัดเจนเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ตั้งอยู่บนการตัดสินใจของประชาชน ที่ควรได้รับข้อมูลครบถ้วน หากสโลแกนซึ่งมีประวัติเป็นเครื่องมือของการเปลี่ยนระบอบ ถูกนำมาใช้โดยไม่บอกให้ชัดว่า มุ่งหมายเพียงการแก้ไขภายในกรอบเดิม หรือการเปลี่ยนกรอบใหม่ทั้งระบบ ความลังเลและความแตกแยกทางการรับรู้ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
เมื่อพิจารณา ควบคู่กับวาทกรรมที่ถูกสื่อสารในพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้ ยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 การเสนอให้แก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ มันเป็นเรื่องอธิปไตย หรือข้อเสนอในหลักการให้จำกัดบทบาทของสถาบันในพื้นที่สาธารณะ จะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เป็นลำดับความคิด ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เป็นทั้งการดันเพดานทางความคิด และต่อสู้กับข้อจำกัดทางการเมืองด้วย ทำให้การปฏิวัติเป็นเรื่องปกติ ...
การลดทอนกลไกคุ้มครอง การเปิดช่องเปลี่ยนรูปแบบรัฐ และการจำกัดบทบาทเชิงสัญลักษณ์ของสถาบันฯ ล้วนเป็นกระบวนการที่ประวัติศาสตร์การเมืองโลก ชี้ให้เห็นแล้วว่า อาจนำไปสู่ความอ่อนแรงของรัฐ มากกว่าการเสริมความมั่นคงในระยะยาว ...
และเมื่อมองในภาพยาว คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือ .... หรือแท้จริงแล้ว สิ่งที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงความเห็นต่างทางการเมืองร่วมสมัย หากแต่อาจเป็น “การสานต่อเจตจำนงและแบบแผนความคิดของศัตรูเก่าแก่ของสยามประเทศ” เจ้าอาณานิคมเพื่อนบ้านสามนาฬิกา ที่เคยปรากฏมาแล้ว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพียงแต่ถูกปรับภาษา เปลี่ยนสัญลักษณ์ และแปลงวิธีการให้สอดคล้องกับยุคสมัยเท่านั้นเอง ???
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลือก....
จะเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้
เพื่อรักษาบ้านเมือง หรือจะเป็นเพียงเบี้ยในหมากเกมการรื้อถอนที่ประวัติศาสตร์เคยพิสูจน์แล้วว่า...
ผู้ชนะที่แท้จริงอาจไม่ใช่ประชาชน
บทความต้นฉบับ ...


.jpg)



