มีเรื่องแปลกอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นในสังคมยุคดิจิทัล คือ .... เราใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ในการส่งข้อความข้ามทวีป และเราสามารถเห็นชีวิตของคนอีกซีกโลกได้แบบเรียลไทม์ เรารู้ว่าเพื่อนสมัยมัธยมกินอะไรอยู่ที่ญี่ปุ่น รู้ว่าดาราคนโปรดกำลังไปเที่ยวที่ไหน เรารู้ข่าวสารจากทั่วโลกเร็วกว่าที่เคยเป็นมา ....
แต่ในขณะเดียวกัน... หลายคน กลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่า คนในบ้านตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร ?!!
เมื่อ "การอยู่ด้วยกัน" ไม่ได้หมายความว่า "อยู่ด้วยกัน" อีกต่อไป
ปรากฏการณ์นี้ ในทางจิตวิทยามีชื่อเรียกเก๋ๆ แต่ร้ายลึกว่า "Phubbing" (Phone + Snubbing) หรือพฤติกรรมการก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ เพื่อ “ละเลยคนตรงหน้า” มันคือการปฏิเสธการมีอยู่ของอีกฝ่ายอย่างสุภาพ แต่ทรงพลัง เมื่อเราเลือกที่จะสบตาหน้าจอมากกว่าสบตากับคนที่มีเลือดเนื้อจริงๆ ตรงหน้า... ความสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้นก็ค่อยๆ ถูกกัดเซาะด้วยความเงียบ
สิ่งที่เราสูญเสีย เมื่อเราหยุดคุยกัน ...กับคนตรงหน้า
เมื่อการสนทนาจริงๆ ลดลง สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่เวลาที่ใช้ร่วมกัน แต่....
1. เราสูญเสียความสามารถในการฟัง ..... ฟัง ในแบบที่ไม่คิดจะตอบ ฟังในแบบที่ทนความเงียบได้ ฟังในแบบที่สนใจจริงๆ ว่าคนตรงหน้ารู้สึกอะไร
2. เราสูญเสียทักษะการแสดงออก ....พูดถึงความรู้สึกยาก พูดถึงสิ่งที่ต้องการยาก เพราะเราไม่เคยฝึกในชีวิตจริง
3. เราสูญเสียความทรงจำร่วมกัน .... ครอบครัวที่ไม่ได้คุยกัน ไม่ได้ทำอะไรร่วมกัน ก็ไม่มีเรื่องเล่าร่วมกัน และเมื่อไม่มีเรื่องเล่า แน่นอน ครอบครัว ก็ไม่มีอัตลักษณ์ที่ผูกพันกัน
4. เราสูญเสียความสามารถในการนั่งเฉยๆ ..... เราทนกับความเบื่อไม่ได้ ทนกับความเงียบไม่ได้ ทนกับการมีชีวิตในขณะปัจจุบันไม่ได้ โดยที่ไม่มีสิ่งกระตุ้นใดๆ เข้ามา
สิ่งเหล่านี้ ไม่ปรากฏในสถิติ แต่ปรากฏในความสัมพันธ์ที่เย็นชาลง กับลูกที่พูดกับ กับพ่อแม่ไม่รู้เรื่อง และไม่ลงรอยกัน ... กับในคู่รัก ที่อยู่กันมานาน แต่กลับเป็นคนแปลกหน้าให้กัน
Digital Detox เป็นจุดเริ่มต้น ของ ทวงคืน "พื้นที่หัวใจ"
คำว่า Digital Detox อาจฟังดู trendy หรือเป็นเรื่องของคนที่มีเวลา และสิทธิพิเศษ แต่แก่นของมันไม่ซับซ้อนครับ มันแค่หมายถึงการ เลือก ว่าจะให้เทคโนโลยีอยู่ในชีวิตของเราในฐานะอะไร
- เป็นเครื่องมือ หรือ เป็นเจ้านาย ?
- เป็นผู้ช่วย หรือ เป็ฯผู้ควบคุม ?
ถึงเวลาแล้วหรือยัง
ที่เราจะจัดระเบียบชีวิตเทคโนโลยีเสียใหม่ ที่ไม่ใช่การปฏิเสธความก้าวหน้า แต่เป็นการ "เลือกใช้ให้ถูกเวลา" เพื่อคืนความหมายให้กับคำว่า “ครอบครัว” ลองเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยแนวทางเหล่านี้ กันนะครับ
- กำหนดเขตปลอดหน้าจอ เช่น โต๊ะอาหาร หรือห้องนอน ห้องนั่งเล่นของครอบครัว ให้พื้นที่เหล่านี้ เป็นพื้นที่สำหรับการพูดคุยกัน มองตากัน และรับฟังกันอย่างแท้จริง
- กำหนดเวลาคุณภาพที่ไม่มีสิ่งรบกวน ลองตั้งกติกา "คว่ำหน้าจอ" ร่วมกันวันละ 1-2 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนมาทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ทำอาหาร , เล่นบอร์ดเกม หรือเดินเล่นในหมู่บ้าน
- การสนทนากัน อย่างตั้งใจ เมื่ออีกฝ่ายเริ่มชวนคุย ให้วางสมาร์ตโฟนลง หันไปสบตา และรับฟังอย่างตั้งใจ แสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่า “ตอนนี้ คุณคือสิ่งสำคัญที่สุดในโลกของฉัน”
“เทคโนโลยีทำให้เราคุยกับคนทั้งโลกได้ แต่มันไม่ได้การันตีความสุขเท่ากับการได้สบตากับคนตรงหน้า”
วันนี้... ก่อนที่วันเวลาจะผ่านไปจนสายเกินแก้ ก่อนที่คนข้างๆ จะชินชาความเงียบ ลองถอนสายตาจากหน้าจอเหลี่ยมๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของคนอื่น
วันนี้คุณเงยหน้าขึ้นมาสบตา และคุยกับคนข้างๆ แล้วหรือยัง?



