หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องเล่าในอุดมคติว่า เหตุการณ์วันที่ 24 มิถุนายน 2475 คือ จุดเริ่มต้นที่สวยงาม เมื่ออำนาจสูงสุดกลับคืนสู่มือประชาชน และจบลงแบบ "Happy Ending" แต่หากเราใช้แว่นขยายส่องดูหน้าประวัติศาสตร์ให้ลึกซึ้งมากขึ้น เราจะพบความจริงที่น่าตกใจว่า ประชาธิปไตยไทย ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความไว้วางใจ แต่กลับเริ่มด้วย "ความไม่จริงใจ" ของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย”
กับดักในรัฐธรรมนูญ ส.ส. ประเภทที่ 2
ในรัฐธรรมนูญฉบับแรกๆ ที่คณะราษฎรภาคภูมิใจ มีนวัตกรรมการเมืองที่ชื่อว่า "ส.ส. ประเภทที่ 2" ซ่อนอยู่ ซึ่งหมายความว่า ในสภาจะมีสมาชิกครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่อีกครึ่งหนึ่งมาจากการ "จิ้มเลือก" โดยคณะราษฎรเอง
การกระทำนี้ ถูกฉาบหน้าด้วยเหตุผลที่ว่า “ประชาชนยังไม่พร้อม ยังไม่มีความรู้เพียงพอ” จึงต้องมีพี่เลี้ยงคอยดูแล แต่ในความเป็นจริง นี่คือการเขียนกติกา เพื่อล็อกอำนาจให้พวกพ้องของตนเองได้คุมสภาไว้ครึ่งหนึ่ง เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลคณะราษฎร จะไม่มีวันแพ้โหวตในสภา
สถาบันที่บิดเบี้ยวตั้งแต่จุดเริ่มต้น
ในทางรัฐศาสตร์ นี่คือตัวอย่างของ "สถาบันที่บิดเบี้ยว" (Distorted Institution) เมื่อระบบไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเคารพเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง การเริ่มต้น ด้วยการไม่ซื่อตรงต่อหลักการประชาธิปไตย เปรียบเสมือน “การติดกระดุมเม็ดแรกที่ผิด” เมื่อเม็ดแรกผิด เม็ดต่อๆ ไปก็ย่อมผิดเพี้ยนตามๆมา และนำไปสู่ความขัดแย้งที่ฝังรากลึกในสังคมไทย
มรดกแห่งการ "ปากว่าตาขยิบ"
บทเรียนสำคัญจากปี 2475 จึงไม่ใช่ชัยชนะที่สวยหรูอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ แต่มันคือ จุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ “ปากว่าตาขยิบ” ที่นักการเมืองไทยสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน นั่นคือการอ้างคำว่า “ประชาธิปไตย” เพื่อสร้างความชอบธรรม แต่เบื้องหลังกลับใช้อำนาจ และกติกาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง ....
สุดท้ายแล้ว รอยร้าวของประชาธิปไตยไทย อาจไม่ได้เริ่มจากอำนาจนอกระบบเสมอไป แต่มันเริ่มจากความไม่เชื่อมั่นในพลังของประชาชนอย่างแท้จริง จากนักการเมืองรุ่นแรก ซึ่งกลายเป็นวงจรความมืดมน ที่กัดกินอนาคตของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ ...



