ใครเถียงเรา = Toxic
ใครไม่เห็นด้วย = Toxic
ใครพูดแรงไปนิด = Toxic
ใครตั้งคำถาม = Toxic
แม้กระทั่งใครไม่ตามใจ = Toxic
มันช่างเป็นตรรกะที่มหัศจรรย์ เมื่อโลกทั้งใบต้องปรับจูนเข้าหาคุณเพียงคนเดียว หากใครไม่ทำตามบรีฟในหัวของคุณ เขาจะกลายเป็นมลพิษ ทันที !!! โดยลืมเช็กไปว่า... บางทีกลิ่นเหม็นๆ ที่คุณได้ยินตลอดเวลานั้น มันไม่ได้มาจากคนรอบข้างหรอก แต่มันอาจจะมาจาก "ทัศนคติ" ที่เน่าในของคุณเองนั่นแหละ
ใครไม่เห็นด้วย = Toxic
ใครพูดแรงไปนิด = Toxic
ใครตั้งคำถาม = Toxic
แม้กระทั่งใครไม่ตามใจ = Toxic
มันช่างเป็นตรรกะที่มหัศจรรย์ เมื่อโลกทั้งใบต้องปรับจูนเข้าหาคุณเพียงคนเดียว หากใครไม่ทำตามบรีฟในหัวของคุณ เขาจะกลายเป็นมลพิษ ทันที !!! โดยลืมเช็กไปว่า... บางทีกลิ่นเหม็นๆ ที่คุณได้ยินตลอดเวลานั้น มันไม่ได้มาจากคนรอบข้างหรอก แต่มันอาจจะมาจาก "ทัศนคติ" ที่เน่าในของคุณเองนั่นแหละ
ช่วงนี้ ผมเริ่มสงสัยว่า โลกเรามีสารพิษรั่วไหลครั้งใหญ่ หรืออย่างไร ? เพราะดูเหมือนทุกอย่างรอบตัวกลายเป็น “Toxic” ไปหมด คนพูดตรงก็ว่าเขา Toxic คนไม่ตามใจก็ว่าเขา Toxic คนตั้งคำถามก็ว่าเขา Toxic หรือแม้แต่คนที่แค่ไม่เห็นด้วยเฉย ๆ ก็ยังถูกประทับตราหน้าเขาว่า Toxic .....
เดิมที คำว่า Toxic มีน้ำหนักของมัน มันสื่อถึงพฤติกรรมที่บั่นทอน ทำร้าย กดทับ ทำให้คนหนึ่งค่อยๆ สูญเสียคุณค่าในตัวเอง มันคือ ความสัมพันธ์ที่ทำลายจิตใจจริงๆ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็แค่ไม่นานนี่เอง ... คำๆนี้ ก็ถูกย่นย่อให้เหลือความหมายสั้นๆ แต่เพียงว่า “ฉันไม่ชอบสิ่งนี้” และเมื่อความไม่ชอบส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ ถูกเลื่อนขั้นเป็นพิษร้ายแรง ... โลกทั้งใบ ก็กลายเป็นห้องทดลองเคมีที่ใครๆ ก็พร้อมจะสวมบทนักวิทยาศาสตร์ทางศีลธรรม ชี้หลอดทดลองไปที่ใครก็ได้ แล้วประกาศว่า “สารนี้อันตราย” Eนี่ มันคือ Toxiccccccccc
มันก็สะดวกดีนะครับ เพียงแค่ติดป้ายเขาว่า Toxic เราก็ไม่ต้องอธิบายอะไรต่อแล้ว....
ไม่ต้องถกเถียง ไม่ต้องฟังเหตุผล ไม่ต้องตั้งคำถามกับตัวเอง การติดป้ายแบบนี้ มันช่วยประหยัดพลังงานทางความคิด อย่างมหาศาล และยังทำให้ผู้ติดป้าย ยืนอยู่บนพื้นที่สูงทางศีลธรรมทันที ??! เพราะถ้าอีกฝ่ายเป็นพิษ ฉันก็ย่อมบริสุทธิ์โดยปริยาย.... ( ว้ายย )
แต่ปัญหาคือ เมื่อทุกๆอย่างถูกเรียกว่าพิษ คำว่า “พิษ” ก็เริ่มไร้ความหมาย.... เหมือนสัญญาณเตือนไฟไหม้ที่ดังทั้งวันจนไม่มีใครอยากจะลุกจากเก้าอี้อีกต่อไป ....คนที่เผชิญความรุนแรงทางอารมณ์จริงๆ อาจถูกกลืนหายไปในเสียงเตือนที่เกินจริง เพราะโลกมัวแต่ “ตื่นตูม” กับความไม่พอใจเล็กๆ น้อยๆ ของความเปราะบางและขี้แพ้ทางอารมณ์ของตัวเอง ที่ถูกขยายเสียงจนเท่ากับภัยคุกคามร้ายแรง ....
ความเปราะบางที่ไม่ยอมรับความต่าง
บางครั้ง สิ่งที่ถูกเรียกว่า Toxic อาจไม่ใช่ความเป็นพิษเลย .... แต่อาจเป็นเพียงความอึดอัดจากการถูกท้าทาย ความไม่สบายใจ จากการได้ยินมุมมองที่ไม่ตรงกับใจตัวเอง หรือความรู้สึกเสียหน้าเล็กๆ ที่ถูกสะกิดเข้าโดยไม่ตั้งใจ .... แต่แทนที่จะยอมรับว่า “ฉันกำลังไม่สบายใจ” เรากลับเลือกวิธีที่ดูสง่างามกว่า คือประกาศว่าอีกฝ่ายมีพิษ ....
ความน่าสนใจ คือ คนที่ใช้คำนี้พร่ำเพรื่อ เขามักเชื่ออย่างแน่วแน่ว่า ตนเองกำลังปกป้องสุขภาพจิต และแน่นอน การปกป้องตัวเองไม่ใช่เรื่องผิดครับ แต่เส้นบางๆ ระหว่างการปกป้องตัวเอง กับการปิดกั้นความต่างนั้น มันบางเสียจนแทบมองไม่เห็น และเมื่อเราเริ่มมองความไม่สบายใจทุกชนิดว่าเป็นภัย เราก็อาจกำลังสร้างโลกที่ปลอดภัยจากความคิดต่าง แต่ขาดภูมิคุ้มกันทางปัญญา ....
ท้ายที่สุด สิ่งที่น่าคิดที่สุด อาจไม่ใช่ว่าใคร Toxic หรือไม่ Toxic แต่อาจเป็นคำถามที่ว่า “....เรากำลังใช้คำนี้ เพื่ออธิบายความจริง หรือเพื่อหลีกเลี่ยง ความจริงบางอย่างกันแน่....” ?? เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกระคายเคือง ไม่ได้เป็นพิษต่อชีวิตเรา แต่มันเป็นเพียงกระจกที่สะท้อนบางอย่างที่เราไม่อยากเห็น .... และกระจกนั้น มักถูกเรียกว่า Toxic เสมอ ....
คำว่า Toxic อาจไม่ได้ทำให้สังคมสะอาดขึ้น แต่มันช่วยให้บางคนไม่ต้องทำความสะอาดตัวเองต่างหาก
และถ้าหากเรา ยังใช้คำนี้พร่ำเพรื่อ เพื่อกลบทุกความไม่พอใจ ในวันหนึ่งเราอาจพบว่า คำที่ควรเตือนภัยจริงๆ ไม่มีใครเชื่อมันอีกแล้ว เพราะมันถูกใช้จนหมดความหมายไปตั้งนานแล้ว ....
คุณอาจจะสนใจเรื่องนี้ด้วย ....
Tweet



