"... ท่ามกลางความเงียบสงบของริมฝั่งโขงที่นครพนม ในวันที่สายลมพัดผ่านพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ และการเดินสายทำบุญที่ดูเหมือนจะเป็นทริปพักผ่อนธรรมดา... ใครจะคิดว่า บทสนทนาเล็กๆ ระหว่างเพื่อนเก่าในร้านสระผม จะนำไปสู่การเปิดเปลือยบาดแผลลึกของโชคชะตาที่ยากจะลืมเลือน
จากชีวิตชนชั้นกลางในลาว ที่เคยร่มเย็น สู่การเป็น “ผู้ลี้ภัย” ที่ต้องเดินเท้าฝ่าความตาย กินน้ำปลักควาย และมัดปากลูกน้อยไม่ให้ส่งเสียงร้องเพื่อเอาชีวิตรอดจากภัยการเมืองที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เรื่องราวของ “มีน” ไม่ใช่แค่บันทึกการเดินทางของหญิงวัย 70 ปี แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงราคาของคำว่า “สิ้นชาติ” และคำเตือนที่แฝงมากับลมหนาว... ว่าความร่มเย็น ที่เรามีอยู่ในวันนี้ อาจเปราะบางกว่าที่เราคิด !!!
บทความที่เรียบง่าย ต่อไปนี้ จะพาคุณไปสัมผัสกับกลิ่นอายประวัติศาสตร์ผ่านคราบน้ำตา และการตระหนักรู้ว่า...
“ในวันที่โลกหมุนด้วยวาทกรรมและการยุแหย่ เรากำลังยืนอยู่บนเส้นขนานของความสุขหรือความพินาศกันแน่ ?" ...
“วันนี้…ดิฉันจะเล่าถึง ชีวิตเมื่อสิ้นชาติ…!!”
บทความโดย : วิวันดา (สายหวาน ต้องรอด)
ตอนนี้ อยู่นครพนมค่ะ มาถึงเมื่อเช้าวาน บินมาพร้อมคณะเพื่อนโดยแอร์เอเซีย กลุ่มดิฉันมี ลูกชาย และมีน เพื่อนรักจาก ลียง, ฝรั่งเศส
มาคราวนี้มาทำบุญ และ ไหว้พระธาตุ ...
งานบุญจะมีในวันอาทิตย์ งานไหว้พระธาตุ ได้เริ่มทำทันที คือ จากสนามบินก็ไปเลย หลังจากที่รวมตัวกันรับประทานอาหารเช้า ที่ไปที่วัดพระธาตุรุกขนคร…ต่อด้วยพระธาตุพนม ที่กำลังมีงาน คนแน่นขนัด มีออกร้านขายของสารพัด และ ที่พระธาตุเรณูนคร ...
กลับมาทานข้าวกับเพื่อนๆ มีจัดเลี้ยงวันเกิดให้ลูกชาย ก็นับว่า คิวสุดแน่นสำหรับวันเดียว
เมื่อเช้านี้…ปล่อยให้คนอื่นๆเขาไปเที่ยวกัน เห็นว่าจะข้ามไปทำบุญฝั่งลาว แต่ดิฉันและมีน ขอตัว
เพราะอยากพัก ไปนวด ไปสระผม
เราได้คุยกันถึงชีวิตเมื่อ "สิ้นชาติ" ที่มีน เพื่อนสาว วัย 70 ได้เล่าอย่างเปิดอกกันในวันนี้ ....
ชีวิตของเธอที่เป็นชาวลาว ในครอบครัวคนชั้นกลาง พ่อทำงานเป็นนายช่างซ่อมเรือ ให้กับบริษัทค้าไม้ของฝรั่ง พอได้สื่อสารภาษาอังกฤษเป็น แบบครูพักลักจำ จนต่อมา ได้ไปทำงานในบริษัทน้ำมัน Shell แม่เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกที่มีหลายคนแบบหัวปี ท้ายปี ชีวิตสงบสุข ร่มเย็น ... จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่กษัตริย์ ต้องกลายมาเป็นคนสามัญ มาเป็นชนชั้นแรงงาน บ้านเมืองแตกแยก ...
กลิ่นเลือด กลิ่นควันปืน เริ่มก่อตัว
พ่อและแม่ รีบรวบรวมเงินทองทั้งหมดที่มี แบ่งให้ ลูกๆที่โตแล้ว เช่นมีน และพี่สาวอีกสองคน ให้หาทางออกนอกประเทศไปก่อน เป้าหมาย คือ มาที่เมืองไทย สู่ศูนย์อพยพ .... กล่าวคือ แบ่งกันออกเป็นกลุ่มเดินทาง ไม่มาพร้อมกัน เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้น จะได้ไม่ตายหมู่
ส่วนพ่อ แม่ และน้องเล็กๆอีกสามคน พากันเดินเท้าเข้าป่า สู่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
ลำบากจนเลือดตาแทบกระเด็นตลอดทางมา
เพราะกลางวันต้องหลบซ่อนตัวตามหลืบตามถ้ำ ...
ออกเดินทางในตอนกลางคืน ลูกเด็กเล็กแดงต้องเอาผ้ามัดปากไว้ ไม่ให้ส่งเสียงร้อง เดินคลำทางกันมา ตกหลุมตกบ่อ กินน้ำตามปลักควายมาถึงจนได้ ตามเป้าหมาย
ตลอดทางมา ก็มีล้มตายกันไปบ้าง จากไข้ป่า จากพิษงูกัด จากอุบัติเหตุอื่นๆ แต่พ่อแม่ และลูกน้อยครอบครัวนี้ ชะตาแข็ง มาถึงที่หมายได้ครบคน แม่อยู่ในสภาพเท้าสองข้างมีอาการเน่า ที่เงินทองที่มีก็ถูกรีดไถไป ...
เพื่อให้ชีวิตอยู่รอด มาอยู่ในค่ายอพยพ ก็ประมาณว่าเป็นคุก หรือยิ่งกว่าคุก เพราะไม่มีญาติข้างนอกมาเติมเงินให้ กินข้าวได้ตาม
โควต้า กับข้าวที่หรูสุด คือ ปลาทู
ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ นอนกลางดิน กินกลางทราย เจ็บไข้ก็ต้องปบ่อยตามบุญตามกรรม
หกเดือนผ่านไป มีนได้รับความอนุเคราะห์จากฝรั่งเศส (เพราะเธอพูดฝรั่งเศสได้ เนื่องจากเรียนในโรงเรียนคาธอลิก) ได้รับเข้าไปสู่
ประเทศที่สาม เธอแต่งงานกับศักดิ์ คู่รักและได้เดินทางไปด้วยกัน
ไปถึง ก็รีบหางานทำเพื่อที่จะส่งเงินให้พ่อแม่ และน้องๆ ที่ยังคงค้างอยู่ในค่ายอพยพ ...
มีนทำงานทุกอย่างที่ทำได้
รับเสื้อผ้ามาเย็บที่บ้าน ไปทำความสะอาด
ไปขายของ สามีก็ไปทำงานที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต
การส่งเงิน..ก็ส่งให้ที่โบสถ์คาธอลิก แล้ว คุณพ่อบาดหลวงจะส่งต่อให้ถึงมือพ่อแม่
ทุกคนเริ่มสบายขึ้น ได้กินไก่ ได้กินขนมปัง
ต่อมา..น้องสาวอีกสามคน ก็ตามมาสมทบด้วย
เหลือน้องชายคนโตที่ยังอยู่ดูแลพ่อแม่
จนร่วมปีผ่านไป ทุกคนได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันที่ฝรั่งเศสในที่สุด
ยามลำบากที่ผ่านมานั้น ยากเกินคำพรรณา
จนเธอเล่าไป น้ำตาไหลออกมาเป็นทาง บอกว่า พ่อแม่ต้องมีเวรสัปดาห์ละสองวัน หิ้วถังอุจจาระเอาไปทิ้ง จะกินข้าวแต่ละที ต้องรอให้ลูกๆกินกันก่อน ... เหลือจึงค่อยกิน
ตอนที่ได้เงินที่มีนส่งให้ อยากจะออกไปตลาด ไปซื้อกับข้าวมาทำให้ลูกๆ ก็ต้องให้สินบนคนคุม
วันที่พ่อแม่มาถึงฝรั่งเศส ไปอยู่ที่หอพัก ที่รัฐบาลจัดให้ที่อยู่ต่างเมือง มีนและสามี ต้องนั่งรถเมล์ และเดินเท้าดั้นด้นไปหาความความปิติดีใจ ความรู้สึกยิ่งกว่ามีเงินท่วมฟ้า
เธอบอกว่า พ่อขอกินแอปเปิ้ล ให้ออกไปซื้อให้หน่อย
ภาพที่พ่อปอกกินแอปเปิ้ลด้วยความเอร็ดอร่อย และมีความสุขนั้น ตราตรึงใจอย่างไม่รู้ลืม
ทุกวันนี้ ชีวิตเดนตายทั้งคนเก้าคน จากลาว มาอยู่ฝรั่งเศส ขาดหายไปหนึ่ง เพราะเกิดอุบัติเหตุ ที่เหลือคือ แปดคน
ทุกคนเป็นพลเมือง สัมมาชีพ มีลูกหลานที่ประสบความสำเร็จในการงาน มีหน้ามีตาในสังคม ทุกคนไม่มีใครลืมว่า ...
ครั้งหนึ่งได้เคยมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และ ได้รับความร่มเย็นจากการที่หนีร้อนมา
ขณะที่เธอเล่า ดิฉันก็คิดเทียบ ชีวิตของตัวเองไปด้วย
เพราะไทม์ไลน์เราเหลื่อมกันห้าปี และมองเห็นอย่างชัดเจนว่า ขณะที่ดิฉัน และเด็กไทยคนอื่นๆ กำลังมีความสุขกับชีวิต ได้กิน ได้เที่ยว ได้เล่น มีอิสระเสรีเต็มที่
แต่เด็กนับหมื่นนับแสนคน ที่อยู่ห่างกันแค่ข้ามช่วงแม่น้ำกั้น ต้องอยู่อย่างแร้นแค้น ประสบชะตากรรมบ้านแตกสาแหรกขาด ต้องทนทุกข์ทรมาน ... กระเสือกระสน…อดมื้อกินมื้อ
เพราะไอ้เจ้าลัทธิบ้าบอ ที่ไม่เคยมีความพอใจ กับความเป็นอยู่ในวิถีธรรม มีความกระสันอยากครองโลก อยากให้โลกจดจำ จะด้วยปมด้อยส่วนตัว เปลี่ยนให้เป็นปมเด่น...
จากตี๋ ลูกห้องแถว มาเป็นนักธุรกิจ
มันเป็นเรื่องบ้านๆ เป็นเส้นทางสูตรสำเร็จนักธุรกิจของไทยในปัจจุบัน
แต่สูตรสำเร็จที่จะมาเป็นผู้นำ ในการที่คิดจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง…มีหลายคนเคยลอง
เคยทำ…และผลก็มีให้เห็น เช่น กลุ่มมหาอำนาจแบ่งเป็นสองขั้ว เข้าประหัตประหารกันแย่งอำนาจ
ทำสงครามที่แตกตัวออกไปในกลุ่มขัดแย้งอื่นๆ
ก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ตามด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่อ้างว่ารังเกียจความไม่เสมอภาค
สงครามโลกครั้งที่สอง เป็นผลต่อเนื่องมาจาก สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ก่อให้เกิดรัฐบุรุษที่มีนามว่า ฮิตเล่อร์ ที่มีปมเกลียดชัง และต้องการประหัตประหารชนชั้นครองอำนาจทางเศรษฐกิจ ....
ที่ส่วนใหญ่คือ กลุ่มยิว และ เกลียดคอมมิวนิสต์
(เจ้าลัทธิ คือ Karl Marx ที่เป็นเยอรมัน -ยิว)
เกลียดทุกอย่าง ที่ไม่ใช่นาซี ที่ตัวเองเป็นเจ้าลัทธิ
นาซี พบจุดจบไปพร้อมกับชีวิตของฮิตเล่อร์ จบสงครามโลกครั้งที่สอง แต่นาซี ได้ทำให้คอมมิวนิสต์โดดเด่นขึ้นมา เพราะเป็นหนึ่งในผู้ชนะสงคราม เนื่องจากได้จับมือกับสัมพันธมิตร สยบนาซีลงได้
เยอรมัน กลับมาสู่สภาพยับเยินอีกครั้ง จนไม่มีปัญญาอะไรที่จะมาต่อกรในสงครามเย็น ที่ตามขึ้นมา เพราะกลุ่มผู้ชนะที่เคยจับมือกัน หันมาเป็นศัตรูกันในสงครามแย่งพลเมือง
แต่ทั้งฮิตเล่อร์ หรือ สตาลิน
ทั้งสองคนต่างรักชาติในสไตล์ของตัวเอง
ไม่มีใคร “ด้อยค่า“ หรือ ”ไม่เคารพเกียรติภูมิ“ แผ่นดินอันเป็นมาตุภูมิ
อเมริกาครองความเป็นมหาอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เจ้ากี้เจ้าการจัดระเบียบโลก เพราะแสนยานุภาพที่หย่อนระเบิดนิวเคลียร์สองลูกที่ญี่ปุ่นเป็นการเรียกแขก .....
แต่ไม่กล้า หักกับกลุ่มคอมมิวนิสต์ เพราะรู้อยู่เต็มอกว่า…โซเวียตก็มีเหมือนกัน เพราะพิมพ์เขียวที่เอามาสร้างระเบิดนั้น มาจาก กลุ่มนักวิทยาศาตร์ที่แย่งเอามาจากกลุ่มค้อนเคียว
ดังนั้น สงครามเย็นจึงคืบคลานไปยังประเทศต่างๆ ที่ยังเชื่อว่า มนุษย์ต้องเสมอภาค ภายใต้การบริการจัดการของเจ้าลัทธิ…
มันเป็นสงครามชวนเชื่อ
ที่ใช้วาทะกรรมเสียดแทง
เอาความดีเข้าตัว ชั่วใส่คนอื่นล้วนๆ
เช่นเดียวกับเลนิน ,สตาลิน ใช้ในอดีต แบบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ใช้การปล่อยข่าวลวง สร้างข่าวเท็จ และ กล่าวโยนความผิดให้กับผู้นำประเทศ สร้างเครือข่ายของความเกลียดชัง ....
สร้างตัวตนโดยการสัญญาว่า…ทุกอย่างจะดีขึ้นเมื่อมีความเปลี่ยนแปลง
ประชาชนชาวบ้านหลงเชื่อ นักศึกษาคล้อยตาม ....
เหล่าอาจารย์ก็พากันหลงลม
นี่คือที่มาของความพินาศ ที่ประชาชนตาดำๆ อย่างมีน และครอบครัว รวมทั้งเพื่อนร่วมชาติต้องพากันประสบเคราะห์กรรมจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ...
ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่า ที่เล่ามานี่ ฟังแล้วมันคุ้นๆ เหมือนดังที่ได้ยิน ได้ฟังทุกวัน ....
ลองถามตัวเองแล้วกันนะคะ ว่า อะไรที่เขาทำได้สำเร็จบ้าง พวกเขาเหมือนกับกลุ่มเซลส์แมนขายฝัน ....
เหมือนที่ฮิตเล่อร์ขายฝัน ให้ชาวเยอรมันด้วยวาทะกรรม ที่เผ็ดร้อน ด้วยท่าทีเหมือนคนคลุ้มคลั่งด้วยความเกลียดชัง โยนความผิดในการแพ้สงครามให้กับยิว
คอมมิวนิสต์ ก็เช่นกัน ขายความฝันถึงการเสมอภาค ขายความเชื่อว่าการหลุดพ้น คือ การที่ต้องทำการล้มล้าง และสร้างกันใหม่ ด้วยพลังประชาชน ....
ทั้งสองลัทธิ…ได้พิสูจน์แล้วว่า มันเป็นลัทธิที่ล้มเหลว
…และกว่าจะรู้… ก็คือชีวิตของประชาชนนับสิบๆล้านคนที่ต้องสูญหายไป !!!
ต่อมา คือ ลัทธิโลกเสรี ที่เขาเรียกว่า ประชาธิปไตย
ที่เนื้อแท้แล้ว คือการเข้าแทรกแซงทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางการศึกษา….ต่อด้วยการยุแยงให้คนตีกัน เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ตัวเอง …
ถามตัวเองอีกนะคะ…ว่า…
ที่เราอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขในทุกวันนี้ เพราะอะไร และเพราะใคร…
เราก้าวมาเป็นหนึ่งในเพชรเม็ดงามของเอเซีย
ในช่วงหนึ่งอายุคน…
เพราะเรา ค่อยเป็นค่อยไป เราต้องทานกระแส การล่าอาณานิคมแบบใหม่ ที่ใช้สารพัดวิชามาร """"
และวิชามารที่สุดคลาสสิก….คือ ยุแหย่ให้เราสิ้นความสามัคคี …
เริ่มคือ ดึงฟ้าต่ำ….ตามด้วยการทำหินให้แตก…
ต่อด้วยการแยกแผ่นดิน….
มันเริ่มใกล้เข้ามาแล้วค่ะ…จับตาดูดีๆ
เสียดายจริงๆ …ที่การศึกษาไทยไม่ได้สอนให้นักเรียนเรียนรู้ประวัติศาสตร์โลก
เพราะเราไม่เคยก้าวพ้นพม่าเสียที ....
ดิฉันมีงานบุญที่วัดโพนสวรรค์ต่อในวันพรุ่งนี้
จบงานแล้วจะมารายงานให้ทราบถึงการทำบุญทั้งหมดค่ะ
ขอกราบขอบพระคุณท่านกัลยาณมิตรที่สนับสนุน
ขอให้ทุกๆท่านมีแต่ความสุขความเจริญ มีโชคลาภ สุขภาพแข็งแรงยิ่งๆขึ้นไปค่าาา
ด้วยจิตคารวะยิ่ง
วิวันดา (สายหวาน ต้องรอด)
บทความต้นฉบับ
บทความที่คุณควรต้องอ่าน .....
Tweet



