ในโลกของนักดื่มชา หาก "ชาเขียว" คือตัวแทนของความสดชื่นบริสุทธิ์ และ "ชาดำ" คือตัวแทนของความสุขุมลุ่มลึก ชาอูหลง (Oolong Tea) ก็เปรียบเสมือน "ลูกคนกลาง" คือ ชาที่ไม่สดเขียวเหมือนชาเขียว และไม่เข้มลึกแบบชาดำ แต่มีมิติของกลิ่นหอมและรสชาติที่ซับซ้อนราวกับอยู่ตรงเส้นแบ่งพอดี ที่ดึงเอาเสน่ห์ของทั้งสองฝั่งมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ผ่านกระบวนการที่เหล่านักชง เรียกว่า "การหมักกึ่งกลาง" ที่มอบกลิ่นหอมดอกไม้แต่ยังมีรสสัมผัสที่หนักแน่น
คำว่า “อูหลง” เขียนว่า 烏龍 (Wūlóng) แปลตรงตัวว่า “มังกรดำ”ต้นกำเนิดสำคัญของชาชนิดนี้อยู่ในมณฑล Fujian โดยเฉพาะแถบภูเขา Wuyi Mountains ดินแดนหมอกชื้นที่เหมาะแก่การปลูกชาอย่างยิ่ง
คุณเคยสงสัยไหมว่า...
ทำไมชาที่มีรสชาตินุ่มนวลเช่นนี้ ถึงมีชื่อ
ที่ฟังดูดุดันว่า "มังกรดำ" ?
ที่ฟังดูดุดันว่า "มังกรดำ" ?
ตำนานแรก คือ “ตำนานงูดำในไร่ชา”
🐉 เมื่อ "งูดำ" กลายเป็น "มังกร"
ตำนานแรก ณ เทือกเขาอู๋อี๋ มณฑลฮกเกี้ยน ดินแดนที่ขึ้น ชื่อเรื่องไอหมอก และหน้าผาสูง ชาวไร่ชา ในสมัยก่อนมักจะสังเกตเห็น "งูสีดำตัวเล็กๆ" ไร้พิษ ชอบมานอนขดตัวพันอยู่ตามกิ่งต้นชาที่ชุ่มชื้น
แทนที่จะหวาดกลัว ชาวจีนผู้มีจินตนาการล้ำเลิศ และให้เกียรติธรรมชาติ กลับมองว่า งูเหล่านั้น คือ ผู้พิทักษ์ไร่ชา และเพื่อความเป็นสิริมงคล พวกเขาจึงเปรียบเปรยงูสีดำเหล่านั้นว่าเป็น "มังกรดำตัวน้อย" ที่คอยดูแลใบชาชั้นเลิศ ชื่อ "อูหลง" จึงถือกำเนิดขึ้นจากความเคารพในธรรมชาติประการนี้เอง ....
เรื่องนี้ ฟังดูมีเสน่ห์ ตามแบบฉบับของนิทานพื้นบ้าน แต่ไม่มีหลักฐานเอกสารยืนยันชัดเจนนะครับ ... นักประวัติศาสตร์ชา มักจัดไว้ในหมวด “คำอธิบายเชิงตำนาน”
และยังมีอีกตำนานหนึ่ง คือ
🦌 ชาที่เกิดจาก "ความตะกละ" ?!
หรือ ตำนานชายหนุ่มชื่ออูหลง
หากตำนานแรก ฟังดูขรึมขลัง แต่ตำนานที่สองนี้ กลับเต็มไปด้วยความ "บังเอิญ" เรื่องราวมันเป็นแบบนี้ครับ
ในสมัยราชวงศ์ชิง มีชายหนุ่มร่างใหญ่ ผิวคล้ำแดด นามว่า "อูหลง" (ซึ่ งแปลว่ามังกรดำ ตามลักษณะรูปร่างของเขา )
วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังสะพายตะกร้าเก็บใบชาอยู่บนเขา สายตาเจ้ากรรม ก็ดันไปเหลือบเห็น "กวางตัวอ้วน" วิ่งผ่านหน้าไป สัญชาตญาณนักเก็บชาดับวูบลง และสัญชาตญาณนักล่า กลับพุ่งปรี๊ด สูงขึ้น .... เขาโยนความเหนื่อยล้า จากการเก็บชาทิ้งไป แล้ววิ่งไล่กวด กวางตัวนั้น สุดชีวิต!!!
..... จนในที่สุดก็ได้เนื้อกวางกลับมาฝากครอบครัว
จุดเปลี่ยน ของรสชาติเกิดขึ้นที่นี่ ... ครับ
- ค่ำคืนนั้น ทั้งบ้านต่างรุมล้อมอยู่รอบกองไฟ และเนื้อกวางแสนอร่อย จนลืม "ใบชา" ที่เก็บมาได้ โดยทิ้งมันไว้ในตะกร้าเก็บชา จนข้ามคืน...
- ใบชา ที่ถูกเขย่าไปมาในตะกร้า ในตอนที่ นายอูหลงวิ่งไล่กวาง บวกกับการทิ้งไว้ให้ทำปฏิกิริยากับอากาศอย่างพอเหมาะ ทำให้ขอบใบ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง และส่งกลิ่นหอมอย่างน่าประหลาด ...
- เมื่อนำไปคั่วตามปกติ ผลลัพธ์กลับกลายเป็นชา ที่มีรสชาติหอมหวาน และนุ่มนวลกว่าครั้งไหนๆ ...
ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันเรียกชาสูตรใหม่นี้ ที่เกิดจากความ “บังเอิญ” หรือ "ตะกละอยากกินกวาง" นี้ว่า ชาอูหลง เพื่อเป็นเกียรติ (หรืออาจจะล้อเลียน) นายอูหลงต้นเรื่องนั่นเอง
แล้วเรื่องนี้ ในทางวิทยาศาสตร์ เขาว่ากันอย่างไรล่ะ ?
เมื่อวางตำนานไว้ข้างหนึ่ง เราจะพบว่า “หัวใจ” ของชาอูหลง อยู่ที่กระบวนการทางเคมี ที่เรียกว่า การออกซิเดชัน (oxidation)
ใบชา ทุกชนิด มาจากพืชเดียวกัน คือ Camellia sinensis ความแตกต่าง เกิดจากระดับการออกซิไดซ์ของใบชา ...
ชาเขียว → แทบไม่เกิดการออกซิไดซ์
ชาดำ → ออกซิไดซ์เต็มที่
ชาอูหลง → ออกซิไดซ์บางส่วน (ประมาณ 10–70%)
ดังนั้น .... กระบวนการผลิตชาอูหลง ไม่ได้เป็นเพียงการ “ลืมใบชาไว้” แต่ประกอบด้วยขั้นตอนละเอียดอ่อน เช่น
- ผึ่งใบชาให้เหี่ยว
- เขย่าหรือคลึงให้ขอบใบชาช้ำ เพื่อกระตุ้นเอนไซม์
- ควบคุมเวลา และอุณหภูมิให้เกิดออกซิไดซ์พอเหมาะ
- คั่วเพื่อหยุดปฏิกิริยา
นี่คือในมุมของวิทยาศาสตร์ ครับ ....
ส่วนตำนานเรื่อง มังกรดำ ในเชิงเปรียบเปรย
นักวิชาการบางคนเสนอว่า คำว่า “มังกรดำ” อาจไม่ได้มาจากงู หรือชื่อคน แต่เปรียบกับลักษณะใบชาที่ม้วนยาว โค้งงอ คล้ายลำตัวมังกร และมีสีคล้ำหลังการคั่ว
หรือ กล่าวอีกแบบหนึ่ง “มังกร” อาจเป็นภาษากวีมากกว่าจะเป็นสัตว์จริงในไร่ชา
“ก็..ว่ากันไป”
ระหว่าง เรื่องเล่ากับความจริง
อย่างไรก็แล้วแต่ .... เรื่องงูดำ และเรื่องชายล่ากวาง เป็นตำนานที่ช่วยให้ ชาอูหลง มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรม
ส่วนข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ชี้ว่า ความโดดเด่นของอูหลง เกิดจากการควบคุมระดับการออกซิไดซ์อย่างแม่นยำ ...
บางครั้ง ความจริงอาจไม่หวือหวาเท่าเรื่องเล่า ...
แต่เรื่องเล่า ...ก็ทำให้เราจดจำเครื่องดื่มถ้วยหนึ่งได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ...
"ชาอูหลง" จึงเป็นทั้งผลผลิตของภูมิปัญญา และจินตนาการ ....
ชาหมักคอมบูชะ จากชาอูหลง...
Tweet




