เรากำลังกินข้าว…
หรือแค่เร่งจัดการมื้อหนึ่งให้ผ่านไป
หลายคนกินข้าวหมดภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที หรือห้านาที ... โดยแทบไม่ทันรู้รส ไม่ทันรู้สึกอิ่ม และไม่ทันสังเกตว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณอะไรกลับมา ความเร่งรีบ เช่นนี้ อาจดูเล็กน้อยในสายตาของวิถีชีวิตที่ต้องแข่งขันกับเวลา แต่ในความเป็นจริง มันมีต้นทุนที่เรามักมองไม่เห็น..!??!
มีงานวิจัยด้านโภชนาการ และสุขภาพพฤติกรรมจำนวนมาก สะท้อนตรงกันว่า การกินเร็วเกินไป สัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพหลายประการ ตั้งแต่ความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร , อาการท้องอืด , แน่นท้อง ไปจนถึงพฤติกรรมการกินเกินความจำเป็น ซึ่งอาจนำไปสู่ น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ....
ดังนั้น .... การใช้เวลากับมื้ออาหารอย่างไม่เร่งรีบ จึงไม่ใช่เรื่องของความสบาย หรือรสนิยมส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของสุขภาพในความหมายที่กว้างกว่านั้น
ในทางชีววิทยา ร่างกายของมนุษย์ ต้องการเวลาประมาณ 20 นาที เพื่อให้กระเพาะอาหารส่งสัญญาณไปยังสมองว่า "ความอิ่มได้เกิดขึ้นแล้ว" ก่อนช่วงเวลานี้ ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความอิ่ม ยังทำงานไม่เต็มที่ หากเรากินเร็วกว่าเวลาที่ร่างกายต้องการ เรามักจะกินต่อไป โดยที่ไม่ได้รู้สึกหิวจริงๆ เพียงเพราะร่างกายยังไม่มีโอกาสได้ตอบสนอง...เลสลี ไฮน์เบิร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจาก Cleveland Clinic เคยอธิบายไว้ว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความตะกละ หากแต่เกิดจาก ช่องว่างระหว่างจังหวะของร่างกาย กับจังหวะของชีวิตประจำวัน เมื่อความเร็วของการใช้ชีวิตแซงหน้ากลไกพื้นฐานของร่างกาย ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ การกินเกิน และความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว นั่นเอง...
การกินเร็ว ส่งผลต่อระบบย่อยอาหารมากกว่าที่เราคิด
....เมื่อเราเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด เรามักกลืนอากาศเข้าไปพร้อมกับอาหารโดยไม่รู้ตัว ภาวะนี้ ทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง และความไม่สบายในทางเดินอาหาร ....อาหารที่ยังแตกตัวไม่ดี ต้องใช้พลังงานในการย่อยมากขึ้น ส่งผลให้การดูดซึมสารอาหารลดลง ในระยะยาว ระบบย่อยอาหาร จะต้องแบกรับภาระที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังโดยที่ต้นตอถูกมองข้ามไป...
คำถามสำคัญ คือ
เหตุใดการกินอย่างเร่งรีบ จึงกลายเป็นเรื่องปกติ คำตอบอาจไม่ซับซ้อน มื้ออาหารค่อยๆ ถูกลดความสำคัญลงในชีวิตสมัยใหม่ เรากินไปพร้อมกับหน้าจอ ตอบอีเมลระหว่างเคี้ยว หรือ รีบจัดการอาหารให้หมดระหว่างการเดินทาง ช่วงเวลาที่ควรเป็นเวลาของการพัก กลับกลายเป็นพื้นที่อีกแห่งของการทำงาน ความวุ่นวาย และความเร่งรีบ ....
ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่การกินอย่างไม่มีสติ แต่ยังรวมถึงการสูญเสียความสามารถในการรับฟังร่างกายของตัวเอง ในระยะยาว เราจะเริ่มแยกไม่ออกว่า เรากำลังหิวจริง หรือเพียงแค่กินตามนิสัย ?? เราอิ่มเกินไป หรือน้อยเกินไป โดยไม่รู้ตัว และปล่อยให้ระบบอัตโนมัติของชีวิตจัดการแทนการตระหนักรู้....
5 เทคนิค "ช้าลงเพื่อสุขภาพ"
การฝึกกลับมากินให้ช้าลงนั้นทำได้ไม่ยาก ลองเริ่มจากวิธีง่ายๆ เหล่านี้ครับ ....
2. ลองใช้มือที่ไม่ถนัด .... บังคับให้การตักอาหารทำได้ช้าลงโดยธรรมชาติ
3. วางช้อนบ้าง ... จิบน้ำ (เล็กน้อย) ระหว่างคำ หรือวางช้อนลงทุกครั้งที่เคี้ยว
4. เคี้ยวให้ละเอียด .... ลองฝึกตัวเองให้เคี้ยวสัก 10-20 ครั้งต่อคำ ก่อนกลืน จะช่วยให้ระบบย่อยทำงานเบาลง
5. เลือกอาหารที่ต้อง "เคี้ยว" ... เน้นผักสด โปรตีน หรือธัญพืชที่ไม่ขัดสี เพราะอาหารเหล่านี้บังคับให้เราต้องใช้เวลาเคี้ยวนานกว่าอาหารแปรรูป
ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการกระบวนการย่อยอาหาร เท่านั้น แต่มันทำให้เรากลับมารับรู้รสชาติ เนื้อสัมผัส และความรู้สึกอิ่มอย่างมั่นคงมากขึ้น และที่สำคัญ มันช่วยให้เรากลับมาอยู่กับตัวเองในช่วงเวลาสั้นๆ ของวัน ได้อีกด้วย ....
ซาราห์ เบอร์รี่ นักวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการจาก ZOE เคยกล่าวไว้ว่า
“การกินอย่างมีสมาธิไม่ได้เพียงทำให้เรากินน้อยลง แต่ยังทำให้เรามีความสุขกับมื้ออาหารมากขึ้นด้วย”ในโลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความเร็ว และประสิทธิภาพ การชะลอลงอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับร่างกาย และจิตใจของมนุษย์ มันอาจเป็นการทวงคืนพื้นที่ ของพื้นฐานที่สุดพื้นที่หนึ่ง นั่นคือ พื้นที่ของการดูแลตัวเองอย่างอ่อนโยน โดยไม่ต้องบังคับ และไม่ต้องแข่งขันกับใครเลย ....
- บทความที่คุณอาจสนใจ
Tweet



