ศัตรูที่น่ากลัวไม่ใช่ภัยจากภายนอก แต่คือความโง่เขลา ไร้ศีลธรรมของคนในชาติ ถอดรหัสวาทะธรรม เมื่อวิกฤตจริยธรรม กลายเป็นปลวกที่กัดกินรากฐานสังคมจนผุพัง พร้อมแนวทางสร้างปัญญาเพื่อความอยู่รอดของบ้านเมือง
“ความโง่เขลาของพลเมือง
ที่ไร้ศีลธรรม นั่นแหละ จะทำลายชาติ หาใช่ศัตรูภายนอกไปเสียทั้งหมดไม่”
ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เรามักหวาดระแวงต่อภัยคุกคามจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การล่าอาณานิคม หรือการแทรกแซงทางเศรษฐกิจ แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ตามแนวคิดของท่านพุทธทาสภิกขุ เราจะพบความจริงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้น คือ “ศัตรูภายใน” ที่แฝงตัวอยู่ในคราบของพลเมืองผู้มืดบอด ด้วยอวิชชาและปราศจากเครื่องยึดเหนี่ยวทางจริยธรรม
ความโง่เขลา ในทางธรรม มิได้หมายถึง การขาดการศึกษา หรือวิชาชีพ หากแต่หมายถึง “อวิชชา” หรือความไม่รู้เท่าทันโลก และชีวิต พลเมืองที่โง่เขลา คือ ผู้ที่แยกแยะไม่ออกระหว่าง “ประโยชน์ส่วนตน” และ “ประโยชน์ส่วนรวม” เป็นพลเมืองที่ตกเป็นเหยื่อของความโลภ ความโกรธ และความหลง ได้ง่าย เมื่อความโง่เขลานี้มาบรรจบกับ การไร้ศีลธรรม หรือการขาดความละอายเกรงกลัวต่อบาป ผลลัพธ์ที่ได้คือ สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดมากกว่าการเกื้อกูลกัน ....
เมื่อพลเมืองขาดศีลธรรมเป็นพื้นฐาน "กฎหมาย" ที่ดีที่สุดในโลก ก็กลายเป็นเพียงกระดาษที่ไร้ความหมาย ...
.... เพราะผู้คนจะคอยจ้องหาช่องว่าง เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน การคอร์รัปชัน จะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา การเอารัดเอาเปรียบจะถูกยกย่องว่าเป็นความฉลาด และความขัดแย้ง จะถูกโหมกระพือด้วยทิฐิมานะ ที่ต้องการเอาชนะมากกว่าการหาข้อยุติที่เป็นธรรม สภาพเช่นนี้ เปรียบเสมือน ปลวกที่กัดกินเสาเรือนจนผุพังจากข้างใน ต่อให้ไม่มีพายุภายนอกมาพัดถล่ม บ้านหลังนี้ก็พร้อมจะทรุดตัวลงด้วยน้ำหนักของมันเอง ....และความเปราะบางของมัน
ศัตรูภายนอกนั้น เรารู้ว่าใครคือมิตร ใครคือศัตรู เราจึงสามารถ เตรียมพร้อมรับมือได้ แต่ ความโง่เขลา และไร้ศีลธรรมของพลเมือง นั้นเปรียบเสมือนโรคร้าย ที่กัดกินอวัยวะภายในอย่างเงียบเชียบ มันทำลายความเชื่อมั่น ทำลายระบบยุติธรรม และทำลายความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน อันเป็นกาวใจที่ยึดโยงผู้คนในชาติไว้ด้วยกัน ...
ดังนั้น การสร้างชาติที่ยั่งยืน จึงไม่ใช่เพียงการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจ หรืออาวุธยุทโธปกรณ์ แต่คือการสร้าง “พลเมืองที่มีปัญญาและศีลธรรม” เพราะชาติจะมั่นคงอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะอำนาจบังคับ แต่เพราะพลเมืองแต่ละคนมี “ธรรมะ” เป็นเครื่องนำทาง เมื่อคนมีความฉลาดที่กำกับด้วยศีลธรรม ชาติย่อมมีภูมิคุ้มกัน ที่แข็งแกร่งพอที่จะผ่านพ้นวิกฤตทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภัยจากภายในหรือภายนอกก็ตาม
ศัตรูภายนอกนั้น เรารู้ว่าใครคือมิตร ใครคือศัตรู เราจึงสามารถ เตรียมพร้อมรับมือได้ แต่ ความโง่เขลา และไร้ศีลธรรมของพลเมือง นั้นเปรียบเสมือนโรคร้าย ที่กัดกินอวัยวะภายในอย่างเงียบเชียบ มันทำลายความเชื่อมั่น ทำลายระบบยุติธรรม และทำลายความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน อันเป็นกาวใจที่ยึดโยงผู้คนในชาติไว้ด้วยกัน ...
ดังนั้น การสร้างชาติที่ยั่งยืน จึงไม่ใช่เพียงการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจ หรืออาวุธยุทโธปกรณ์ แต่คือการสร้าง “พลเมืองที่มีปัญญาและศีลธรรม” เพราะชาติจะมั่นคงอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะอำนาจบังคับ แต่เพราะพลเมืองแต่ละคนมี “ธรรมะ” เป็นเครื่องนำทาง เมื่อคนมีความฉลาดที่กำกับด้วยศีลธรรม ชาติย่อมมีภูมิคุ้มกัน ที่แข็งแกร่งพอที่จะผ่านพ้นวิกฤตทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภัยจากภายในหรือภายนอกก็ตาม
“ความโง่เขลาของพลเมืองที่ไร้ศีลธรรม
นั่นแหละจะทำลายชาติ หาใช่ศัตรูภายนอกไปเสียทั้งหมดไม่”
ความหมายของคำกล่าวนี้
วลีนี้มีใจความสำคัญ 2 ส่วน :
1) “ความโง่เขลา”
ใน บริบทธรรมะ หมายถึง ความไร้ปัญญา ความไม่รู้จริงในความดีความชั่ว และความไม่ตระหนักว่าอะไรเป็นคุณอะไรเป็นโทษ ซึ่งในพุทธศาสนาเป็นโทษฐานที่อยู่ในแก่นของทุกปัญหาทางจริยธรรมและสังคม
2) “พลเมืองที่ไร้ศีลธรรม”
หมายถึง บุคคลในสังคมที่ละเลยศีลธรรม ไม่รักษาศีลพื้นฐาน เช่น ไม่สำนึกผิดเมื่อทำผิด ไม่เคารพความจริง ไม่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ฯลฯ ซึ่งเมื่อนำมารวมกับขาดปัญญา ก็จะกลายเป็นพฤติกรรมที่นำไปสู่ความเสื่อมของสังคมเอง
3) “ทำลายชาติ มากกว่าศัตรูภายนอก”
ในมุมมองนี้กล่าวถึง “ภัยภายใน” ที่เกิดจากพฤติกรรมของคนในประเทศเอง ซึ่งมีผลเสียร้ายแรงกว่าศัตรูภายนอก — เพราะศัตรูภายนอกมีเพียงแรงกดดันทางกำลังหรือการต่างตอบโต้ แต่ภัยภายในจากความเสื่อมศีลธรรมจะค่อยๆ ทำให้ระบบทั้งระบบ — เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ความเชื่อมโยงสังคม — อ่อนแอลงจนไม่อาจพัฒนาได้
แม้จะไม่พบหลักฐานว่าประโยคนี้เป็น “คำโควตแบบคำต่อคำ (Verbatim)” ในหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง อย่างเฉพาะเจาะจง แต่เนื้อหา และใจความสำคัญนี้ สอดคล้องกับแนวคิดหลักของท่านพุทธทาสภิกขุ อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในหมวดธรรมะกับการเมืองและการสร้างสันติภาพในสังคมครับ
ท่านพุทธทาส มักย้ำเสมอว่า
“ศีลธรรมของคนในชาติ คือรากฐานของความอยู่รอด”
และท่านเคยกล่าวประโยคที่ใกล้เคียงกันไว้มาก เช่น
“ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ”
หรือ
“การเมืองที่ไม่มีธรรมะ คือ การเมืองที่สกปรกและทำลายชาติ”
นั่นเอง ....




