ค้นหาบทความ 🙄



3/14/67

ลอกคราบปรีดี เรื่องตั้งพระมหากษัตริย์

    หลังจากที่ได้ชม แอนิเมชันประวัติศาสตร์เรื่อง  "2475 Dawn of Revolution" จบลง ... เหตุการณ์อื่นๆ ก็เรียงลำดับ เป็นภาพขึ้นมาในใจ หนึ่งในนั้นคือเหตุการณ์นี้  .... "ในหลวงรัชกาลที่ ๘ ขึ้นครองราชย์ได้ ก็เพราะความสนับสนุนของปรีดีและคณะราษฏร ?? 

เรื่องตั้งพระมหากษัตริย์


บทความโดย :  อัษฎางค์ ยมนาค


       จากเหตุการณ์วิปโยคกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๘ ซึ่งปรีดีถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้มีการเคลื่อนไหว สร้างกระแสข่าวจากฝ่ายที่สนับสนุนปรีดี ออกมาในทำนองว่า ....

     "นายปรีดีเป็นผู้สนับสนุนและ เสนอให้อัญเชิญพระองค์เจ้าอานันท์" ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์หลังจากรัชกาลที่ ๗ สละราชสมบัติ ทั้งๆ ที่พระองค์เจ้าอานันท์ อาจจะมิได้อยู่ในลำดับแรกของการสืบราชบัลลังก์ตามกฎมณเฑียรบาล 

    เพราะฉะนั้น ปรีดี จึงไม่มีเหตุอันใดที่จะเกี่ยวข้องกับการสวรรคต ..... ??!!

     โดยปรีดีได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “ความเป็นไป บางประการในคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” ซึ่งให้ข้อมูลสำคัญบางประการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้  โดยเขาได้กล่าวถึง การเลือกพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ หลังจากรัชกาลที่ ๗ สละราชย์เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ ....

ปรีดีเล่าว่า 

     “คณะรัฐมนตรีได้ปรึกษากันในระหว่างเวลา ๕ วัน คือตั้งแต่วันที่ ๒ ถึงวันที่ ๗ มีนาคม เพื่อพิจารณาว่า เจ้านายในพระราชวงศ์จักรีพระองค์ใด สมควรที่รัฐบาลจะเสนอขอความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป” 

     เขากล่าวว่า   การพิจารณาได้ถือเอา “นัย” ของหลักการของกฎมณเฑียรบาล ๒๔๖๗ ถ้าพูดตามภาษาสามัญคือ ในกรณีที่กษัตริย์องค์ก่อน มิได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดไว้ ให้นับลำดับขั้นของการเลือกผู้เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ ดังนี้ ...

   ลูกหรือหลานของกษัตริย์องค์ก่อนตามลำดับยศของมารดา


หากไม่มี ....  ให้เลือกน้องชายร่วมมารดาของกษัตริย์องค์ก่อน ที่อายุมากสุด หากน้องชายดังกล่าวไม่มีชีวิตแล้ว ให้เลือกลูกของน้องชายองค์นั้น ....

(๑) มีการพูดถึง พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ลูกชายของพี่ชายของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ ซึ่งเป็นพี่ชายของกษัตริย์องค์ก่อน(ร.7) 

    ปรีดีเขียนว่า “ตามตัวบทโดยเคร่งครัด กล่าวไว้แต่เพียงยกเว้นผู้…ที่มีพระชายาเป็นคนต่างด้าว”

ซึ่งหมายความว่า ปรีดีคิดว่า พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ มีสิทธิ์ในราชสมบัติ เพราะเป็นลูกของพี่หรือน้องของรัชกาลที่ 7 โดยตรง และยังไม่มีพระชายาเป็นคนต่างด้าว ! 

    แต่ข้อเท็จจริงคือ พูดแบบภาษาสามัญคือ ถ้าใครมีเมียต่างด้าว จะเป็นกษัตริย์ไม่ได้  ”ตามมาตรา ๑๑ (๔) ลูกๆ ทั้งหมดก็เป็นกษัตริย์ไม่ได้  ซึ่งพูดแบบกลับกันก็เท่ากับว่า 

     "ลูกๆเหล่านั้น ที่มีแม่ต่างด้าวเป็นกษัตริย์ไม่ได้“ 


(๒) พระองค์เจ้าวรานนท์ฯ เป็นพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชฯ ที่เป็นพระเชษฐาร่วมพระราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ แต่รัฐมนตรีเห็นว่าพระมารดาของพระองค์เจ้าวรานนท์ฯเป็นคนธรรมดาสามัญ ซึ่งเป็นหม่อมชั้นรอง  (ไม่ได้เป็นภรรยาเจ้าจากการแต่งตั้ง)  ของสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้น ที่ทรงมีพระชายาเป็นหม่อมเจ้าได้รับพระราชทานเสกสมรสแต่ไม่มีพระโอรส ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงได้ผ่านการพิจารณาพระองค์เจ้าวรานนท์ฯ

     ข้อเท็จจริงอีกอย่างคือ ควรสรุปลงที่ว่า เจ้านายสายของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ควรถือว่าสิ้นสุดที่พระองค์ เพราะทรงเป็นองค์สุดท้องของพระชนนี ถือว่าพี่ชายหรือลูกของพี่ชายถูก “ผ่าน” มาหมดแล้ว ...

     ซึ่งไม่เป็นความจริง ดังที่ปรีดีเขียนว่า  “ตามตัวบทโดยเคร่งครัดกล่าวไว้แต่เพียงยกเว้นผู้…ที่มีพระชายาเป็นคนต่างด้าว”

     เพราะความจริง  กฎมณเฑียรบาลได้ระบุไว้ชัดเจนว่า  "ถ้ามีมารดาเป็นคนต่างด้าวก็ไม่สามารถเป็นกษัตริย์ได้" 

      ปรีดีเล่าต่อไปว่า เมื่อได้ตัดกรณีจุลจักรพงษ์ และวรานนท์ธวัช ออกแล้ว คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาพระเชษฐา และพระอนุชาต่างมารดาของรัชกาลที่ ๗ และพระโอรสของพระเชษฐาอนุชาเหล่านั้น โดยได้ตัดกรณีกรมพระนครสวรรค์วรพินิตออก เพราะ “เสด็จไปประทับในต่างประเทศตามคำขอร้องของคณะราษฎร .... คณะรัฐมนตรี จึงไม่พิจารณาถึงพระองค์ท่าน และพระโอรสของพระองค์ท่านซึ่งมีอยู่หลายพระองค์” แต่ได้พิจารณากรณีพระโอรสของพระเชษฐาต่างมารดาอีก ๒ พระองค์ คือ ของเจ้าฟ้ามหิดลฯ กับของเจ้าฟ้ายุคลฯ ดังนี้ ...

       ในระหว่างสมเด็จเจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์นั้น พระมารดาของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระบรมราชเทวี ซึ่งทรงศักดิ์สูงกว่าพระมารดาของสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลฯ แต่ในชั้นพระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้าแต่ละพระองค์ดังกล่าวนั้น พระโอรสของสมเด็จเจ้าฟ้ายุคลฯ มีพระมารดาเป็นพระองค์เจ้าหญิง ส่วนพระโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ มีพระมารดา คือหม่อมสังวาลย์  (เรียกพระนามในขณะนั้น)   แต่ก็ได้รับพระราชทานเสกสมรสเป็นสะใภ้หลวงโดยชอบแล้ว และสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นก็ได้ทรงยกย่องให้เป็นพระชายาคนเดียวของพระองค์

       โดยคำนึงถึงสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ที่ได้ทรงทำคุณประโยชน์แก่ราษฎร และเป็นเจ้านายที่บำเพ็ญพระองค์เป็นนักประชาธิปไตยเป็นที่เคารพรักใคร่ของราษฎรส่วนมาก คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบพร้อมกับเสนอสภาผู้แทนราษฎร ขอความเห็นชอบ ที่จะอัญเชิญพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นทรงราชย์ ....


   จะเห็นว่า แม้ปรีดีไม่ได้กล่าวตรงๆ แต่สามารถตีความจากการเล่าของเขาได้ว่า  ในหลวงรัชกาลที่ ๘ ขึ้นครองราชย์ เพราะการสนับสนุนของคณะราษฎร...


ข้อเท็จจริง คือ ...

       “พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล” ทรงอยู่ในลำดับที่ 1 ในการสืบราชสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาล อยู่แต่เดิมอยู่แล้ว  ตั้งแต่ในสมัยที่ในหลวงรัชกาลที่ ๗ ยังอยู่ในราชสมบัติ ...

       เพราะรัชกาลที่ ๗ ไม่มีทายาท และไม่มีน้องชาย ลูกๆ ของพี่ชายก็ถูกข้ามไปหมดแล้ว หมดสิทธิ์ในราชสมบัติไปนานแล้ว ...

       ราชสมบัติจึงข้ามกลับไปในสายของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งก็คือ  ลูกชายของเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่งก็คือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล

       รัฐบาลและรัฐสภา  จึงอัญเชิญพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 8 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ...


การที่ปรีดีจะมาลำเลิก ว่า  ตนเป็นผู้สนับสนุนให้ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ จึงเป็นการมิถูกมิควร .... 

       ย้อนกลับไปเพียง ๒ วันหลังการสวรรคตของรัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ ได้เรียกประชุมพิเศษเจ้านายชั้นสูง โดยทรงยกปัญหาเรื่องตั้งรัชทายาทได้เกิดเป็นเรื่องเร่งร้อนโดยทรงแจ้งต่อที่ประชุมว่า

(๑)   ความมั่นคงของพระราชวงศ์จักรีนี้ ก็คือความมั่นคงของกรุงสยาม
(๒)   พระราชวงศ์จักรีจะมั่นคงอยู่ได้ ก็โดยมีทายาทมั่นคงที่จะได้เปนผู้ดำรงวงศ์ตระกูลต่อไป

         ซึ่งเหตุการณ์เรื่องการตั้งรัชทายาท ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดเป็นเรื่องเร่งด่วนอีกครั้งเมื่อเกิดปฏิวัติ 2475 

กล่าวได้ว่า  ตั้งแต่วินาทีแรกของการยึดอำนาจ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ปัญหา กษัตริย์รัชกาลที่ ๘ ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญ เพราะหากรัชกาลที่ 7 ไม่รับเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ในประกาศคณะราษฎร ที่ปรีดีเป็นผู้ร่าง จึงมีข้อความตอนหนึ่งว่า ...

    "ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้ขออัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป ...แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้  นอกจากด้วยความเห็นของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ...   ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธ หรือไม่ตอบภายในกำหนด โดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมาก็จะได้ชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างแบบประชาธิปไตย ...." 

     " กล่าวคือ  ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกขึ้นอยู่ในตำแหน่งตามกำหนดกาลเวลา... " 

หรือ  พูดง่ายๆ คือ คณะราษฎรประกาศขู่ว่า ...

   " ถ้าในหลวงรัชกาลที่ ๗ ไม่ให้ความร่วมมือเป็นประมุขในระบอบใหม่ จะเปลี่ยนประมุขของประเทศเป็นประธานาธิบดี ...." !!!! 


        แต่ในจดหมายฉบับแรก  ที่คณะราษฎร มีถึงพระปกเกล้าฯ กลับมีข้อความตอนหนึ่งดังนี้ ...

    " คณะราษฎรไม่ประสงค์จะแย่งชิงราชสมบัติแต่อย่างใด ความประสงค์อันยิ่งใหญ่ ก็เพื่อจะมีธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จึงขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทกลับคืนสู่พระนคร ทรงเป็นกษัตริย์ต่อไป โดยอยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้น ถ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทตอบปฏิเสธก็ดี หรือไม่ตอบภายใน ๑ ชั่วนาฬิกานับแต่ได้รับหนังสือนี้ก็ดี คณะราษฎรก็จะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน โดยเลือกเจ้านายพระองค์อื่นที่เห็นสมควรขึ้นเป็นกษัตริย์


นี่แหละปรีดี....  


บทความโดย :  อัษฎางค์ ยมนาค


แอนิเมชันประวัติศาสตร์เรื่อง 
 "2475 Dawn of Revolution"




Admin Bee

สนับสนุน Misc.Today

นี่คือ ลิ้งค์พันธมิตร หรือที่เรียกว่า affiliate link ซึ่งหมายความว่า... หากคุณคลิ๊กลิ้งค์นี้ และซื้อผลิตภัณฑ์ อะไรก็ได้ ฉันจะได้ค่าคอมมิชชั่นเล็กน้อย สิ่งนี้จะช่วยสนับสนุนเว็บไซด์ และช่วยให้กำลังใจเราต่อไป


  ชาหมักคอมบูชะ Scoby doit  


 



 

คุณอาจสนใจ

5 บทความ ยอดนิยม ในรอบ 30 วัน

🟡 โพสต์แนะนำ

ภาวะ กตัญญูเฉียบพลัน คืออะไร ?

     ภาวะกตัญญูเฉียบพลัน เป็นคำที่ บุคลากรทางการแพทย์  ใช้เรียกอย่างไม่เป็นทางการ เพื่ออธิบายถึงพฤติกรรมของญาติบางกลุ่ม ที่มักเกิดขึ้นในช่วง...

Popular Posts


จุลินทรีย์โปรไบโอติก: คอมบูชะเต็มไปด้วยเพื่อนซี้ดีๆ

 
 




ป้ายกำกับ / Tag labels

2475 (2) กฎหมาย (9) กรุงศรีอยุธยา (11) การเกษตร (14) การพัฒนาตนเอง (9) การเมือง (125) การศึกษา (200) ข้อคิด (20) ขอมไม่ใช่เขมร (15) ข่าวสาร (29) คณะราษฎร (12) คติธรรม (3) คนเล่านิทาน (16) ความเชื่อ (27) ความรู้ (324) ความสุข (5) คอมบูชะ (1) คอมมิวนิสต์ (34) คำทำนาย (2) คำสอน (25) เครื่องดื่ม (5) จริยธรรม (1) ชา (2) ชายแดนใต้ (5) ซีเกมส์2025 (1) เตือนภัย (29) ทหาร (15) ท่องเที่ยว (33) ทำอาหาร (5) เทคโนโลยี (19) ธนาคาร (2) ธรณี (1) ธรรมชาติ (13) ธรรมะ (8) ธุรกิจ (13) นาซี (1) น้ำส้มสายชูหมัก (2) แนะนำสินค้า (50) บริการ (6) บ่อน (1) บุคคล (114) บุญ (3) บุหรี่ (1) แบรนด์ไทย (5) โบสถ์ (2) ประชาธิปไตย (103) ประเทศไทย (127) ประธานาธิบดี (2) ประวัติศาสตร์ (212) ปรัชญาชีวิต (31) ผลิต (3) พระราชกรณียกิจ (4) พระสงฆ์ (15) พิธีกรรม (2) พิพิธภัณฑ์ (11) พุทธทาส (1) พุทธศาสนา (22) เพชรบุรี (2) ภัยพิบัติ (5) ภาคอีสาน (1) ภาพยนตร์ (1) ภาษา (15) ภาษิต (1) ภูมิปัญญา (28) มุสลิม (2) แม่ (2) ยูเครน (3) ยูนนาน (1) เยาวชน (1) เยาวราช (1) ระบบนิเวศน์ (1) ระเบิด (3) ร้านอาหาร (1) รีวิวหนังสือ (3) เรื่องน่ารู้ (2) เรื่องเล่า (46) โรคระบาด (5) โรงงาน (1) โรงหนัง (1) ลอบสังหาร (1) ละคร (1) ล้านนา (3) ลิง (1) โลก (16) โลกออนไลน์ (14) วัฒนธรรม (6) วัยชรา (2) วิทยาศาสตร์ (16) วิหาร (4) ศาสนา (44) ศิริราช (5) ศิลปะ (7) ศิลปาชีพ (1) ศีลธรรม (1) สงขลา (1) สงคราม (79) สมุนไพร (1) สังคม (161) สายสังคม (3) สำนวน (9) สำนวนจีน (1) สิง (1) สิ่งประดิษฐ์ (15) สุขภาพ (42) สุภาพจิต (13) สุภาษิต (1) สุสาน (1) หนังแท้ (4) หนังสือ (34) หนังสือพิมพ์ (1) หนัง AV (1) หนู (1) ออนไลน์ (1) ออสเตรีย (1) อาชีพ (6) อาวุธ (4) อาหาร (19) อิตาลี (3) อีสาน (1) ai (1) ChatGPT (1) cpr (1) Diarymisc (2) eSports (1) Gen Z (4) handmade (1) kombucha (2) leather (1) marxism (1) metaverse (1) Nuclear (1) OPENUP (1) social science (3) social views (21) Sompob Pordi (8) startup (1) UNESCO (4) vinegar (1)


Miscellaneous | Misc.Today 🌱 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.

 
miscthailand