ค้นหาบทความ 🙄





1/27/66

เคลมอย่างเคลิบเคลิ้ม เคลมโบเดีย คืออะไร ? | what is Claim-Bodia ?

ทำไม ? เขมร ถึงอยากได้วัฒนธรรมเป็นของตนเอง ด้วยการ “เคลม” จากชาติไทย พยายามจะเขียนให้สั้น แต่มันอาจจะยาวสำหรับคนที่ไม่ชอบการอ่าน ให้คำตอบล่วงหน้า ก่อนอ่านเนื้อเรื่องข้างล่าง ได้เลยว่า .. เป็นเพราะ  “ความโหยหา”   บทความโดย : Padipon Apinyankul


what is Claim-Bodia

" Misc.Today ขอเกริ่นก่อน บทความ "

    เผื่อว่า บทความ วันนี้ 27 มกราคม 2566 ถูกเปิดอ่านอีกครั้งในอีก 5 หรือ 10 ปี หรือมากกว่านั้น แอดมิน Misc.Today ก็ไม่แน่ใจว่าจะผู้อ่านจะเข้าใจบริบทในปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งเนื้อหาในบทความต่อไปนี้ก็ไม่ได้เท้าความถึงประเด็นได้ชัดเจน มากเท่าใดนัก แอดมินจึงถือโอกาส แทรก หัวข้อ ประเด็นและเหตุการณ์ที่เป็นต้นเหตุของบทความนี้ ให้เข้าใจกันก่อนครับ นั่นก็คือ

   ประเด็นเรื่อง การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2023 ที่ประเทศกัมพูชา เป็นเจ้าภาพ ยืนยันว่าจะไม่มีการบรรจุกีฬา "มวย" ไว้ในการแข่งขัน แต่จะบรรจุโดยกีฬาที่ ใช้ชื่อ "กุน ขแมร์" (Kun Khmer) แทน จึงเกิดประเด็นโต้แย้งกันร้อนแรง  และส่งผลให้  สหพันธ์มวยไทยนานาชาติ หรือ IFMA ยืนยันชัดเจนว่า กีฬามวยไทยและคิกบ็อกซิ่งในซีเกมส์จะต้องใช้ชื่อ "มวย" เท่านั้น พร้อมประกาศย้ำชัด และแข็งกร้าวด้วยว่า หากชาติใดส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันรายการดังกล่าวก็จะถูกแบนจากแมตช์ที่ อีฟม่า IFMA รับรองแน่ๆ 

โดยปกติแล้ว การจัดการ แข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในทุกๆ ครั้ง ประเทศต่างๆ จะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ และทางเจ้าภาพของแต่ครั้งที่จะจัดขึ้น จะสามารถบรรจุกีฬาพื้นบ้าน หรือกีฬาที่ชาติตนเองถนัดเข้าไปได้  โดย แอดมิน Misc.Today จะ ยกตัวอย่างกีฬา 2 ชนิด ที่มีการบรรจุกีฬาพื้นบ้านโดยเจ้าภาพ คือประเทศเวียด เพิ่มเข้ามา   เช่น  ... 

     โววีนัม  (Vovinam) 

    ถูกบรรจุแข่งขันในซีเกมส์ ครั้งล่าสุด ครั้งที่ 26 ที่ประเทศอินโดนีเซีย โววีนัม เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวประจำชาติเวียดนาม เป็นศาสตร์ที่ฝึกฝนโดยทั้งที่มีและไม่มีอาวุธ มีลักษณะคล้ายกับมวยไทย มวยจีน และเทควันโด  

ฟินสวิมมิ่ง ( Finswimming )

     ฟินสวิมมิ่ง หรือ การว่ายน้ำใส่ตีนกบ  เป็นอีกหนึ่งกีฬาพื้นบ้านที่ถูกนำมาบรรจุในซีเกมส์ครั้งนี้ ก่อนหน้านี้เวียดนาม เคยบรรจุกีฬาชนิดนี้ในการที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 22 เมื่อปี 2003 โดยกีฬาชนิดนี้คล้ายๆ กับกีฬาว่ายน้ำ แต่เพียงแต่มีอุปกรณ์เพิ่มคือเครื่องช่วยหายใจ และตีนกบ เพิ่มเข้ามา

Vovinam-Finswimming


    ทั้งนี้  เจ้าภาพผู้จัด คือประเทศเวียดนาม ก็ไม่ได้ "ตัด" กีฬามวย หรือ เทควันโด ออกไป  และแทนด้วย โววีนัม  แต่อย่างใด  และ ก็ไม่ได้ ไม่ตัดกีฬา ว่ายน้ำ และแทนด้วย ฟินสวิมมิ่ง แต่อย่างใด .... 

    ซึ่งแตกต่างจากวิธีปฎิบัติของ ประเทศกัมพูชาที่ "ตั้งใจ" จะแทนที่ มวย ด้วย กุน ขแมร์  นั่นเอง  ครับ พอจะเข้าใจถึง "เจตนาที่แท้จริง" ได้มั้ยครับ 

    และ เอาล่ะ  ไทย กับเขมร ก็อาจจะมีวัฒนธรรมอะไรต่างๆ ที่ใกล้เคียงกันบ้าง ก็ถกเถียงกันไป ตามมูลเหตุแห่งประวัติศาสตร์กันต่อไป 

     แต่   หากพิจารณาจาก พฤติกรรมต่างๆ ของประเทศกัมพูชา ที่มีต่อไทย ที่ไม่ใช่วัฒนธรรมในอดีตอันไกลโพ้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็พอจะเห็น "ปม" ลึกๆอะไรสักอย่างของกัมพูชา ที่อาจจะเกี่ยวกับประเด็นปัญหานี้ เช่น   .... ขอเล่าด้วยภาพ และนำไปคิด และพิจารณากันเอาเอง โดยการอ้างอิงภาพและข้อมูล สามารถดูจากลิ้งค์อ้างอิงท้ายบทความได้ครับ


สายการบินเขมร"เหมือนสายการยินไทย"ตั้งใจหรือแค่คล้าย?



 อีกเรื่องเบาๆ แค่แบรนด์กาแฟ ก็ยังเหมือน 



เอาล่ะ มาถึง วัตถุประสงค์หลัก ของโพสบทความนี้  กันเสียที เกริ่นนำ เอาซะยาวไปหน่อย และนี่ ก็เป็นอีก หนึ่งทัศนะ ที่หลากหลายบนโลกโซเชียล ซึ่งแอดมิน misc.Today อ่านทัศนะของคุณ Padipon Apinyankul แล้วเห็นว่า มีประโยชน์มาก ได้ความรู้อะไรหลายๆอย่าง  เริ่มเลยนะครับ  

บทความต่อไปนี้คือ ข้อเขียนของคุณ  Padipon Apinyankul


ทำไมเขมร ถึงอยากได้วัฒนธรรมเป็นของตนเอง ด้วยการ “เคลม” ของชาติไทย 

พยายามจะเขียนให้สั้น แต่มันอาจจะยาวสำหรับคนที่ไม่ชอบการอ่าน
ให้คำตอบล่วงหน้า ก่อนอ่านเนื้อเรื่องข้างล่าง ได้เลยว่า

.. เป็นเพราะ “ความโหยหา”

? ทำไมถึงเป็นเพราะ ความโหยหา .. มาดูเรื่องราวพอสังเขปกัน

ในอดีตหลายพันปีก่อน...  

     .... ก่อนที่จะเกิดรัฐชาติ ที่เป็นชื่อประเทศต่าง ๆ อย่างเป็นทางการในปัจจุบัน ดินแดนแถบอุษาคเนย์ แถบนี้  หรือเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เป็นภาคพื้นแผ่นดิน : อันประกอบด้วย ไทย ลาว พม่า เขมร เวียดนาม .. ล้วนมีชนเล็ก ชนน้อย มากมาย อาศัยอยู่กระจัดกระจาย)   (* ยังมีเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เป็นภาคพื้นทะเล อันประกอบด้วย หมู่เกาะต่าง ๆ ทางใต้ .. มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร)

      ต่อมา เริ่มมีการรวมชนเผ่าเล็ก ๆ เข้าเป็นชนเผ่าระดับกลาง ระดับใหญ่ ด้วยเหตุผลของการอยู่รอดปลอดภัย จนเริ่มเป็นเมือง และอาณาจักร 

จึงเกิด > อาณาจักรฟูนัน อาณาจักรเจนละ อาณาจักรขอม

อาณาจักรขอม นี้ คือกลุ่มชนโบราณหนึ่ง เจริญรุ่งเรืองที่สุดในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 พอถึงสมัยพระเจ้าสูรยวรมันที่ 2 พระองค์ทรงได้สร้าง "ปราสาทนครวัด" ขึ้นมา เพื่อเป็นเมืองหลวงหรือเมืองพระนคร ( เรียกว่า อังกอร์ ) 
       การสร้างปราสาทนครวัด ได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู เกี่ยวกับความเชื่อเทพเจ้าปราสาทนครวัด สร้างเพื่อบูชาพระวิษณุ .. 
    ดังนั้น ภาพศิลปะหินแกะสลักที่เห็น สมัยนั้นแกะเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ซึ่งควรบูชาเทพเจ้า จึงปรากฏทั้งนางรำ นางสนม และนักรบ แรงงาน ฯลฯ  แต่จะใช้รูปแกะสลักนั้น มาตีความว่า > เป็นเจ้าของท่าทางแบบนั้น เป็นเจ้าของอาหารแบบนี้ เป็นเจ้าของลักษณะแบบนั้น  มันเป็นการตีความเกินกว่าความเป็นจริง ..!! 


     วิถีชีวิตลักษณะส่วนใหญ่สมัยนั้น มันเป็นวิถีชีวิตลักษณะ "ร่วม" ที่ผ่านมาทางศาสนาฮินดู (ความหมายของคำว่า วิถีชีวิตร่วม .. หมายถึง ยังไม่กลายเป็น วัฒนธรรม)

    อิทธิพลความเชื่อฮินดูในเรื่องเทพเจ้า แผ่ขยายจากอินเดียผ่านเข้าพม่า เข้ามาทางล้านนา ล้านช้าง และดินแดนแถบนี้ทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่อยุธยา (แต่ตอนนั้นอยุธยา ยังไม่เริ่มต้น)

    อาณาจักรขอม รุ่งเรืองอยู่ได้ไม่นาน ชนเผ่า "ชาวจาม" (ชนกลุ่มหนึ่งในเวียดนาม) สามารถรุกรานเข้ามายึดเมืองอังกอร์ (นครวัด)  จึงทำให้ผู้นำหรือกษัตริย์ต้องอพยพย้ายถิ่น ไปสร้างปราสาทอื่น ๆ แทน คือ ปราสาทนครธม ปราสาทบายน 

ไม่นาน .. ได้เกิดการจลาจลภายใน พวกทาสได้จับอาวุธขึ้นสังหารนายทาส .. จนมีผู้นำคนใหม่ ขึ้นเป็นกษัตริย์ พระนามว่า พระบาทศรีสุริโยพันธุ์ หรือ "พระเจ้าแตงหวาน" .. ซึ่งพระองค์เกิดและโตในอาณาจักรขะแมร์ ..   

ขะแมร์ (หรือเขมร) จึงเข้ามามีบทบาทแทนขอม ..

หลังจากนั้น อาณาจักรขอมก็ค่อย ๆ เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา .. ปราสาทหินต่าง ๆ เหมือนถูกทิ้งร้างไปหลายร้อยปี

ขณะเดียวกัน   ผู้คนและวัฒนธรรมจากถิ่นอื่น ๆ ก็พัฒนารุ่งเรืองขึ้นมาอีกฝั่งหนึ่ง นั้นคือ กรุงสุโขทัย

      การเคลื่อนย้ายของผู้คน จากเปอร์เซีย อินเดีย ไปล้านนา ไปล้านช้าง ไปอังกอร์(เขมร) ไปลาว ลงมาอยุธยา เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้เกิดวัฒนธรรมคล้าย ๆ กัน

     สิ่งที่คล้าย ๆ กัน เมื่อถูกแยก .. ทำให้สังเกตเห็น พบว่า มันเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน ก็คือ การพัฒนาต่อยอด

“การพัฒนาต่อยอด” จนกลายเป็น “เอกลักษณ์เฉพาะขึ้นอย่างเด่นชัด”

–> สิ่งนี้เอง เป็นสิ่งที่เขมร ไม่มี , ทำไมถึงไม่มี ? หรือมีก็น้อยมาก ๆ

เพราะ.... หลังจากอาณาจักรขอมเสื่อมลง .. 
     คนเขมร ชาติเขมร ก็วุ่นวายอยู่กับสงครามต่าง ๆ ตลอดมานับร้อย ๆ ปี .. ทั้งสงครามจากภายนอก และสงครามแย่งชิงภายใน
เมื่ออาณาจักรเขมร ไม่สามารถสร้างความยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ .. เขมร จำต้องหาทางออก ด้วยการยอมรับ การคุ้มครองดูแลจากชาติพันธ์ุอื่นที่แข็งแกร่งกว่า เขมร จึงเลือกมีไมตรีกับ กรุงสุโขทัย ที่กำลังรุ่งเรืองในตอนนั้น

     การยอมรับอำนาจของกรุงสุโขทัย .... แม้นว่าในเวลาถัดมา เขมรรู้สึกว่าตนเองเข้มแข็งพอ ได้ขอแยกเป็นอิสระ .. และถูกปราบปรามอีกครั้งในสมัยอยุธยา และได้แยกตัวไปอีก และถูกปราบปรามลงอีก .. 

   ○ ท้ายที่สุด เขมร ก็ตกเป็นเมืองใต้อำนาจของไทย

แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ   เขมร ยอมรับการเป็นประเทศราช เมืองขึ้นของไทย ในสมัยอยุธยา และในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ( ร.1 - ร.4 )

โดยเขมรไม่เคยคิดหันไปยอมรับอำนาจของเวียดนามแม้แต่น้อย 

เพราะอะไร ?
  • * หรืออาจเป็นเพราะ เขมร รู้สึกใกล้ชิดกับชนเผ่าไทยและลาว มากกว่าเวียดนาม
  • * หรืออาจเป็นเพราะเวียดนามเป็นชนชาติที่ใหญ่เกินไป เขมรกลัวถูกกลืนชาติ
  • * หรืออาจเป็นเพราะวิถีชีวิตและความเชื่อไม่ตรงกัน
  • * หรืออาจเป็นเพราะตอนนั้นเวียดนามก็อยู่ใต้อิทธิของจีน ต้องเคารพฮ่องเต้ของจีน
ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด เขมร มีความใกล้ชิดกับทางด้านประเทศลาวและไทย มากกว่าเวียดนาม ตลอดมา 

       อย่างที่กล่าวข้างต้น เขมร เป็นชนชาติที่ถูกสงครามปกคลุมตลอดหลายร้อยปี จนไม่มีเวลาพัฒนา “วัฒนธรรมร่วมของอุษาคเนย์” ให้เกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน

      วัฒนธรรมร่วม คือวัฒนธรรมโบราณ อันเกิดจากการเคลื่อนย้ายของคนในแผ่นดินต่าง ๆ  เช่น การไหว้ การเต้น การฟ้อน การรำ การแต่งกาย ภาษา ..

ทุกอย่างจะต้องมีการพัฒนาต่อยอดเป็นระยะเวลานาน ๆ จึงสามารถเกิดเป็น "เอกลักษณ์" เด่นชัดในปัจจุบัน

   การพัฒนาทางวัฒนธรรมของไทย มีจุดเริ่มต้นเด่นชัดที่สุด คือ  ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ตอนนั้นแผ่นดินไทยภายในเริ่มสงบสุข การเรียนรู้เริ่มแตกฉาน .. 
การกดดันจากมหาอำนาจฝรั่งภายนอก ทำให้เราต้องเก่งให้ทัน

พม่าถูกอังกฤษรุกราน ..

เวียดนามถูกฝรั่งเศสยึดครอง  ...

แล้วขยับมายึดเอาเขมร (กัมพูชา) เข้าเป็นอาณานิคม
 
ที่เรียกว่า อาณานิคมอินโดจีน

ส่วนไทย หรือสยาม - หลังจากตำรับตำรา ข้อมูลเรื่องราวเกี่ยวกับแผ่นดินตนเอง ถูกเผาหายไปในการเสียกรุงศรีฯ ครั้งที่ 2 

☆ พอเริ่มรัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา จึงมีการฟื้นฟูค้นหาบันทึกและต่อยอด ทั้งวรรณคดี วัฒนธรรม ประเพณี ทำต่อเนื่องตลอดมาทุก ๆ รัชกาล  

 .... การฟ้อนรำโบราณ จึงเกิดขึ้นพัฒนาอย่างเป็นรูปแบบการละคร จึงพัฒนาให้มีความโดดเด่น
เครื่องแต่งการจึงพัฒนาให้เกิดความงดงาม .. ทุก ๆ ด้านจึงเกิดการพัฒนาเรื่อยมา

ความสนใจ ความใส่ใจ ของผู้นำ .. คือประสิทธิภาพที่ดี

  โชคดีที่ยุคตั้งต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ เรามีพระมหากษัตริย์ที่แสดงความมุ่งมั่นสร้างเอกลักษณ์ของชาติ

"วัฒนธรรมร่วม" เป็นของตายตัว .. แต่การพัฒนาวัฒนธรรมร่วมนั้น จนเป็นเอกลักษณ์ ให้โลกรู้จัก  กลับเป็นความสามารถเฉพาะตัว เฉพาะชนเผ่า เฉพาะท้องถิ่น 

ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เขมรคือประเทศราชของไทย   กษัตริย์เขมรต้องส่งรัชทายาท มาอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อแสดงความจงรักภักดี , พระมหากษัตริย์ของไทย จะอุปถัมภ์รัชทายาทเขมรเป็นลูกบุญธรรม

มีประเพณี ที่ทราบกันทั้งเขมรและไทยว่า เมื่อใดที่รัชทายาทเขมรจะทรงขึ้นครองราชย์ .. ต้องให้พระมหากษัตริย์ไทย เป็นผู้ทำพิธีสวมมงกุฎให้ ถึงจะครองเมืองได้ ... 

ในสมัยรัชกาลที่ 4 .. เมื่อฝรั่งเศสบุกกัมพูชา 

    ฝรั่งเศสเรียกร้องให้กัมพูชา ยอมรับอำนาจของเขา ฝรั่งเศสจะแต่งตั้งกษัตริย์กัมพูชาเอง     แต่กษัตริย์กัมพูชาปฏิเสธบอกว่า "ไม่ได้" !!!  เพราะพระองค์เองเป็นกษัตริย์ภายใต้การสวมมงกุฎจากพระมหากษัตริย์แห่งสยาม ??!! 

     เครื่องราชกกุธภัณฑ์ของเขมร ( เครื่องใช้พิธีสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ ) อยู่ที่กรุงเทพ ฯ ช่วงเวลาตอนนั้น ชนชั้นสูง เจ้านาย กษัตริย์ของเขมร ส่วนมากจะอาศัยอยู่ที่สยาม พวกเขาศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่สยาม  ...กล่าวได้ว่า อ่านเขียนพูดคุยภาษาไทย ได้มากกว่าภาษาเขมรของตน...

เขมร จึงได้มีการแลกเปลี่ยน ขอให้ครูจากสยามไปถ่ายทอดการรำ การเรือน การศิลปะ ฯลฯ ให้ที่ประเทศของตน ... 

นั้นคือจุดเริ่มต้นที่เขมร ได้เรียนรู้วัฒนธรรม ศิลปะ จากกรุงรัตนโกสินทร์ ..

ซึ่งเป็นยุคที่ไทยเรา ได้ฟื้นฟูวัฒนธรรม จนเป็นต้นแบบเอกลักษณ์ต่าง ๆ ในปัจจุบัน

ก่อนที่ต่อมาเขมร จะดัดแปลงท่วงท่าต่าง ๆ ให้เข้ากับลักษณะชนชาติตน ..

☆ เสียดายที่ชนชาวเขมรไม่มีเวลาพอ ไม่สามารถพัฒนาต่อยอดจนเกิดเอกลักษณ์งดงามเฉพาะได้
เพราะเขมร ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลฝรั่งเศส .. 
วัฒนธรรมตนเองจึงหยุดชะงัก ถูกวัฒนธรรมฝรั่งเศสเข้าควบคุม

● เป็นช่วงเวลาที่เขมร เคว้งคว้าง หาตัวตนไม่พบ ... 
          กาลเวลาต่อมา .. หลังฝรั่งเศส แพ้สงครามอินโดจีน โดนเวียดนามสั่งสอนไล่เตะตูดกลับไป ชาวเขมรจึงได้เรียนรู้คำว่า “เอกราช”
      ความรู้สึกในเอกราช มีเพียงแว๊บเดียว ยังหายใจได้ไม่ทันเต็มปอด > ก็พบเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ..
แทนที่จะได้พัฒนาเศรษฐกิจและวัฒนธรรม กลับเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมา เป็นสงครามของชาวเขมรด้วยกัน ที่เรียกว่า เขมร 3 ฝ่าย ..

รบกันเอง ฆ่ากันเอง โดยมีคอมมิวนิสต์จากเวียดนามสนับสนุนอีกฝ่าย

       มีการฆ่ากันเกลื่อนเมือง กระดูกกองกันเป็นภูเขา .. 8 ปีกว่า ๆ ตายไป 300,000 คน

เขมร เป็นชนชาติที่น่าเห็นใจ .. แผ่นดินตนไม่เคยสงบจากไฟสงคราม .. แล้วจะเอาเวลาไหนไปพัฒนาวัฒนธรรมให้เกิดเอกลักษณ์ ... 

แค่ถือปืนไปทำนา รอทางการเรียกตัวไปร่วมรบ อย่างอื่นก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ...

..... ขณะนั้นไทยเราพัฒนาประเทศไปได้ระยะหนึ่ง มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้ว จนเข้ามาสู่ยุค คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี .. 

ฝ่ายเขมรแดงชนะ  จึงได้เกิดเป็นประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย ( ปัจจุบันชื่อว่า "ราชอาณาจักรกัมพูชา" เกิดขึ้นภายหลัง)

เมื่อกลายเป็นประเทศ ไม่ได้หมายความว่า จะพบความสำเร็จความเจริญทันที ด้วยการเมืองของเขมรเพิ่งเริ่มต้น .. ... 

พอเริ่มต้นก็เกิดกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ยังคงจับอาวุธต่อสู้แย่งชิงกัน โกงการเลือกตั้ง แอบฆ่า ลอบทำร้าย วุ่นวายไม่รู้จบ 

.. นักการเมืองเขมรหลายคน เข้าออกกรุงเทพเป็นว่าเล่น ใช้กรุงเทพเป็นที่หลบซ่อน วางแผน ก่อนกลับไปก่อการใหม่ วนเวียนแบบนี้อีกหลายสิบปี

จริง ๆ แล้ว เขมรเพิ่งยุติความวุ่นวาย (แม้ไม่ทั้งหมด) และก่อร่างสร้างตน ไม่กี่สิบปีหลัง ในยุคฮุนเซน นี้เอง ...


การสงคราม ความไม่สงบ ทำให้พวกเขาก้าวช้ากว่าคนอื่น ..
พอก้าวเดินได้ ก็มุ่งหน้าพัฒนาเศรษฐกิจ .. จากนั้นจึงค้นหาความเป็นตัวตนของตนเอง ..

มันจึงเป็นความรู้สึก “โหยหา” อดีต .. ที่ขาดไป

        เมื่อโหยหาและใจร้อน ไม่สามารถอดทนรอ เพื่อการสร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาได้ดังใจ
วิธีการง่ายที่สุดในการสร้างตัวตนของชาติ ก็คือ 

.. การเอาของที่คนอื่นมีอยู่ มาเป็นของตนเองอย่างดื้อ ๆ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า "การเคลม"
เป็น #การเคลม_อย่างเคลิบเคลิ้ม

เคลม โดยไม่รู้ว่าผิดหรือละอาย จึงเกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี และยังจะเกิดขึ้นอีกต่อไป ..

บทความโดยคุณ Padipon Apinyankul


ข้อมูลอ้างอิงต่างๆ 

  • กุนขแมร์ คืออะไร มวยกัมพูชาดราม่าซีเกมส์ 2023 แตกต่างกับ มวยไทย อย่างไร ?   https://www.springnews.co.th/news/sport/834733   
  • คล้ายกันไปมั้ย ? ชาวเน็ตแซวความเหมือนระหว่าง “แคมโบเดีย อังกอร์แอร์” กับ “การบินไทย”   https://mgronline.com/travel/detail/9660000003004
 


Admin Bee

สนับสนุน Misc.Today

นี่คือ ลิ้งค์พันธมิตร หรือที่เรียกว่า affiliate link ซึ่งหมายความว่า... หากคุณคลิ๊กลิ้งค์นี้ และซื้อผลิตภัณฑ์ อะไรก็ได้ ฉันจะได้ค่าคอมมิชชั่นเล็กน้อย สิ่งนี้จะช่วยสนับสนุนเว็บไซด์ และช่วยให้กำลังใจเราต่อไป



 

คุณอาจสนใจ

เครื่องดื่มมหัศจรรย์ เพื่อสุขภาพที่ดี


  ชาหมักคอมบูชะ Scoby doit  



“ จุลินทรีย์ โพรไบโอติก ที่มีอยู่ในชาหมัก คอมบูชะ ( Kombucha ) สามารถแก้ไขปัญหาของระบบทางเดินอาหาร และลำไส้”

KOMBUCHA ORIGINAL 101 / by Scoby Do it 💖
    เครื่องดื่มชาหมักเพื่อสุขภาพ คอมบูชา หรือ คอมบูชะ ( Kombucha ) Scoby do it คือ เครื่องดื่มที่ผ่านกระบวนการหมัก มีสรรพคุณทางยา โดยมี “จุลินทรีย์ โพรไบโอติก Probiotics” ที่เป็นพระเอกของเครื่องดื่มชนิดนี้ “จุลินทรีย์” ที่อยู่ในชาหมักที่เกิดจากการหมักชา จะมี สารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และอาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด เบาหวาน มะเร็ง และโรคอัลไซเมอร์ได้ 

   >> ดูเพิ่มเติม 




5 บทความ ยอดนิยม ในรอบ 30 วัน

🟡 โพสต์แนะนำ

ทองคำของไทยหนักกว่า 31 ตัน ฝากไว้ในห้องนิรภัยของสหรัฐ

 ... ประเทศไทยมีทองคำน้ำหนักกว่า 31 ตัน ที่เคยฝากไว้ในห้องนิรภัยของสหรัฐ (ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒)  แต่ทวงแล้วทวงอีก สหรัฐอเมริกาปฏิเสธ ...

Popular Posts

แนะนำหนังสือ


  BOOKs OF THE DAY








ผู้สนับสนุน







ป้ายกำกับ / Tag labels

กฎหมาย (4) กฐิน (2) กรรม (5) กระเป๋า (3) กรุงเทพฯ (19) กรุงศรีอยุธยา (11) กล้องถ่ายภาพ (7) กลอน (4) กลาโหม (9) การเกษตร (6) การจัดเก็บ (2) การเมือง (46) การศึกษา (123) กิจกรรมกลางแจ้ง (2) กีฬา (3) เกษตร (2) เกี่ยวกับสัตว์ (12) ไกลกังวล (1) ขงจื้อ (1) ขนม (2) ขอมไม่ใช่เขมร (6) ข้าว (3) ข่าวสาร (21) ขิง (1) เขมร (10) โขน (2) คณะราษฎร (8) คนเล่านิทาน (14) ครู (6) ความเชื่อ (10) ความรู้ (140) คอมมิวนิสต์ (29) คำภีร์ (2) คำสอน (10) เครื่องบิน (7) เงินตรา (4) จอมพล ป. พิบูล (1) จอมพล ป. พิบูลสงคราม (13) จีน (53) ช้าง (1) ชายแดนใต้ (5) ญี่ปุ่น (15) ดนตรีไทย (1) ดอกไม้ (1) เด็ก (5) เดนมาร์ก (1) ต้นไม้ (4) ตลาดนัด (1) ตำรวจ (2) เตา (1) เตือนภัย (15) แต่งงาน (1) ทรัพยากร (2) ทวิตเตอร์ (1) ทหาร (9) ท่องเที่ยว (27) ทะเล (3) ทัศนะ (43) ทำบุญ (4) ทำอาหาร (5) เทคโนโลยี (13) โทรศัพท์มือถือ (2) ธนบัตร (1) ธนาคาร (4) ธรรมชาติ (7) ธรรมในคำกลอน (1) ธรรมะ (6) ธรรมาธิปไตย (2) ธุรกิจ (10) นราธิวาส (3) นวดไทย (1) นักบิน (1) นักเรียน (4) นางใน (1) นาซี (1) นายกรัฐมนตรี (2) น้ำมัน (1) นิทานพื้นบ้าน (1) นิยาย (3) นิวเคลียร์ (1) เนปาล (1) แนะนำสินค้า (36) โนรา (1) ในหลวง ร.10 (1) ในหลวงรัชกาลที่ 9 (15) บริการ (3) บริหาร (3) บ่อน (1) บัตรเครดิต (2) บัตรประชาชน (1) บุคคล (42) บุญ (3) บุหรี่ (1) เบตง (1) แบรนด์ไทย (5) โบราณวัตถุ (13) โบราณสถาน (6) โบสถ์ (2) ประชาธิปไตย (46) ประท้วง (7) ประเทศไทย (169) ประวัติศาสตร์ (144) ปรัชญาชีวิต (20) ปรีดี (1) ปลูกต้นไม้ (3) ปูติน (1) ผลไม้ (1) ผลิต (3) ผิวสี (1) แผ่นดินไหว (1) ฝรั่งเศส (5) พม่า (6) พยาบาล (1) พระเจ้าตากสินมหาราช (2) พระนเรศ (1) พระพุฒาจารย์ (1) พระพุทธเจ้า (1) พระราชกรณียกิจ (4) พระสงฆ์ (8) พราหมณ์ (1) พิบูลสวัสดี (1) พิพิธภัณฑ์ (9) พุทธทาส (1) พุทธศาสนา (8) เพชรบุรี (3) เพลง (8) เพลงผ้า ปรพากย์ (1) แพทย์ (4) ฟาโรห์ (1) ไฟ (4) ไฟฉาย (1) ไฟฟ้า (1) ภาคใต้ (6) ภาคอีสาน (1) ภาษา (9) ภาษิต (1) ภูเขาไฟ (1) ภูมิปัญญา (19) ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ (1) มวยไทย (5) มาเลเซีย (1) มุมไบ (2) มุสลิม (2) แม่ (1) ไม้ไผ่ (1) ยา (1) ยิว (3) ยูนนาน (1) เยาวชน (1) เยาวราช (1) รถเมล์ (3) รองเท้า (2) ระเบิด (3) รัชกาลที่ ๒ (1) รัชกาลที่ ๔ (3) รัชกาลที่ ๕ (6) รัชกาลที่ ๖ (1) รัชกาลที่7 (6) รัชกาลที่ ๘ (4) รัฐประหาร (4) รัสเซีย (12) ราชาศัพท์ (1) รามเกียรติ์ (1) เรือ (2) เรื่องเก่า (79) เรื่องเล่า (20) โรค (5) โรคระบาด (3) โรงงาน (1) โรงพยาบาล (9) โรงเรียน (16) โรฮิงญา (1) ลอนดอน (1) ลัทธิ (1) ล้านนา (3) ลาว (4) เลือกตั้ง (9) โลก (5) โลกร้อน (2) วัฒนธรรม (1) วัด (13) วันแม่ (1) วันสำคัญ (5) วิทยาศาสตร์ (9) วิทยุ (2) วิหาร (4) เวียดนาม (4) ไวรัล (1) ศาสนา (36) ศิริราช (5) ศิลปะ (4) ศิลปาชีพ (1) เศรษฐกิจ (3) สงขลา (1) สงคราม (50) สถานีรถไฟ (1) สนามบิน (1) สเปน (1) สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร (2) สมัยเมจิ (1) สยาม (12) สวนสนุก (1) สวิตเซอร์แลนด์ (2) สังคม (36) สำนวน (8) สิ่งประดิษฐ์ (13) สื่อ (2) สุขภาพ (13) สุภาพจิต (5) สุสาน (1) หนังแท้ (4) หนังสือ (31) ห้องเรียน (4) เหมาเจ๋อตง (1) เหรียญ (1) อเมริกา (36) ออสเตรีย (1) อังกฤษ (6) อาชีพ (1) อาหาร (16) อาหารจานโปรด (9) อิตาลี (3) อินเดีย (8) อิสราเอล (3) อียิปต์ (1) อีสาน (1) แอปพลิเคชัน (4) ไอร์แลนด์ (1) cpr (1) deep state (1) democracy (1) Diarymisc (3) facebook (1) handmade (1) leather (1) metaverse (1) nomad (6) Nuclear (1) OPENUP (1) powerbank (1) shopee (1) Social media (2) social views (112) startup (1) UNESCO (4) xiaomi (1)


Miscellaneous | Misc.Today 🌱 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.

 
miscthailand