1/09/65

กําเนิดบันไดเลื่อน escalator เกิดขึ้นเมื่อใด ?

      นาธาน เอเมส (Nathan Ames) ชาวอเมริกัน เป็นผู้คิดไอเดียของ บันไดเลื่อนเป็นคนแรก โดยมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไอน้ำ เลื่อนขึ้นด้านหนึ่ง และเลื่อนลงอีกด้านหนึ่ง ....

แต่ นาธาน เอเมส ไม่ได้ประดิษฐ์ขึ้นมาจริงๆ เป็นเพียงแบบร่างเท่านั้น มีหลักฐานเป็นสิทธิบัตรของอเมริกาที่ออก ให้เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1859 หลงเหลืออยู่  

 


     ในปี ในปี ค.ศ. 1891 ก็เกิดต้นแบบบันไดเลื่อนที่เป็นตัวเป็นตนจริงๆ แต่เกิดจาก ฝีมือของเจสซี รีโน (Jesse Reno) และถูกเปิดตัว เป็นครั้งแรกในอีก 4 ปีต่อมา คือ ค.ศ. 1895 ณ สวนสนุก บนเกาะโคนีย์ (Coney Island) ในมลรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา สิ่งประดิษฐ์นี้ ไม่ได้ถูกใช้ให้เป็นบันไดเลื่อน แต่ทว่า ประดิษฐ์มาเพื่อเป็นเครื่องเล่น ในสวนสนุกเท่านั้นเอง หากเป็นชายก็จะ ขี่คร่อมขึ้นไป แต่หากเป็นหญิงก็จะนั่งหันข้าง (เหมือนสาวๆ ซ้อนมอเตอร์ไซด์สมัยนี้) โดยเครื่องจะพาขึ้น ไปสูงแค่ 7 ฟุต (ราวสองเมตรกว่าๆ) ด้วยมุมเอียง25 องศา และเร็ว 75 ฟุตต่อนาที หากลองคําานวณ ดูคร่าวๆ จะพบว่า นั่งเพียงแค่ 13 วินาที ก็ถึงจุด หมายแล้ว เพราะนี่เป็นเพียง ‘ของเล่น’ ในสวนสนุก

  เจสซี รีโน เปิดบริษัทชื่อ The Reno’s Electric Stairway and Conveyor Organization ( ยาวมาก !!!  แปลว่า  องค์กรบันได ไฟฟ้าและสายพานลําาเลียงของ รีโน ) และปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์ จากของเล่นในสวนสนุก ที่โด่งดัง ของตน มาใช้งานเป็นบันไดเลื่อน ในห้างร้าน โถงแสดงสินค้า และสถานีรถไฟ  ในราวปี ค.ศ. 1900

  ในช่วงใกล้ๆ กันนั้นเอง  ก็มียอดนักประดิษฐ์เกิดขึ้นอีก 2 คน คือ จอร์จ วีลเลอร์ (George A. Wheeler) และชาลส์ ซีเบอร์เกอร์ (Charles D. Seeberger)  เขาได้ต่อยอดความคิดของรีโน ออกไป โดยวีลเลอร์ ออกแบบและ คิดกลไกอย่างละเอียด ที่สําคัญ คือ ขั้นบันไดในแนวราบ 

   ส่วนซีเบอร์เกอร์ได้ซื้อสิทธิบัตรของวีลเลอร์ไปพัฒนา ต่ออีกที และได้ขายสิทธิบัตรให้บริษัท โอทิส (Otis)  ( บริษัทนี้หลายคนคงจะคุ้นๆ ชื่อ เพราะเขาเป็นยักษ์ใหญ่ในการผลิตลิฟต์โดยสารนั่นเอง (ลองดูลิฟต์ที่คุณใช้อยู่ เผลอๆ อาจเป็นยี่ห้อนี้ก็ได้)

    ชาลส์ ซีเบอร์เกอร์ นี่เองที่เป็นคนคิดคําาว่า Escalator (เอสเคเลเทอร์) ซึ่งมาจากคําาว่า Scala (ภาษาลาตินแปลว่า ขั้น) + Elevator (ลิฟต์โดยสาร – ซึ่งมีอยู่แล้วในขณะนั้น) สังเกตดีๆ จะเห็นว่า ตัว E ในคําว่า Escalator เป็นตัวใหญ่ เพราะถือว่า ชื่อนี้เป็นชื่อทางการค้าที่สงวนให้ใช้กับ บริษัทโอทิส เท่านั้น

      อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงปี ค.ศ. 1950 สํานักงานสิทธิบัตรของอเมริกา ได้ตัดสินว่า คําๆ นี้เป็นคําสามัญ ที่ใช้กันโดยทั่วไป ทําให้คําาว่า escalator เขียนขึ้นต้น ด้วยตัว e เล็กเหมือนคําศัพท์โดยทั่วไป มีประเด็นสําคัญที่น่าจะย้อนเวลากลับไปสักหน่อย คือ ในปี ค.ศ. 1911 บริษัท โอทิส ได้ฮุบบริษัทของ รีโน และต่อมาในราวทศวรรษที่ 1920 วิศวกรของโอทิสชื่อ เดวิด ลินด์ควิสต์ (David Linquist) ก็ได้พัฒนา บันไดเลื่อนโดยผนวกดีไซน์ของรีโนและซีเบอร์เกอร์เข้าด้วยกัน จนได้บันไดเลื่อนที่มีหน้าตาคล้ายในปัจจุบัน 

   จากนั้นมา บันไดเลื่อนก็แพร่กระจายออกไปทั่วโลก เช่น อังกฤษ (ปี ค.ศ. 1911) และญี่ปุ่น (ปี ค.ศ. 1914)

 

 
บันไดเลื่อนตัวแรกในกรุงลอน ติดตั้งที่ Earls Court Station บันไดนี้เลื่อนด้วยความเร็ว  90 ฟุตต่อนาที 
  หนังสือพิมพ์ The Illustrated London News ฉบับวันที่ 14 ตุลาคม 1911 บันทึกข้อความ ตอนหนึ่งว่า “อุปกรณ์อันน่าพิศวงนี้ได้ผนวกความ เพลิดเพลินเข้ากับกิจธุระ และมีคนจําานวนไม่น้อย ได้ใช้ขึ้น-ลงหลายต่อหลายเที่ยวด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ"

  การมาถึงของบันไดเลื่อน ครั้งแรกในประเทศไทย 

 


ไทยไดมารู 2507 ราชประสงค์ สถานที่แห่งแรกที่มีบันไดเลื่อน ในประเทศไทย 

        ห้างฯ ไทยไดมารู เปิดให้บริการครั้งแรก ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2507 (ค.ศ.1964) ห้างไดมารูเป็นห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2321 โดยเอส ชิโมนูรา

 

ข้อมูลโดย : ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ • ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

ที่มาภาพ > http://www.theelevatormuseum.org/f/f_4.htm

ประวัติห้างไทยไดมารู >  

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2010/05/K9275625/K9275625.html


 





Books Recommendation



Miscellaneous

Author & Editor

บทความขนาดสั้น เบ็ดเตล็ด Miscellaneous เกร็ดความรู้ทั่วไป เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แนะนำหนังสือ และอื่นๆ อีกมากมาย

โพสต์แนะนำ

พลทหาร ชุน แซ่ฉั่ว ทหารเรือที่อุ้มระเบิดอยู่ในวงแขน

   อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เชื่อว่า หลายคนคงเคยเห็นกันแล้ว รูปปั้นของเหล่านักรบ ๕ เหล่า คือ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจสนาม และพลเรือน ซึ่ง...

ป้ายกำกับ / Tag labels

กรรม (3) กรุงเทพฯ (8) กรุงศรีอยุธยา (5) กล้องถ่ายภาพ (5) กลาโหม (3) การศึกษา (41) กีฬา (1) เกี่ยวกับสัตว์ (6) ไกลกังวล (1) ขนม (1) ขันที (1) ข่าวสาร (4) เขมร (3) โขน (1) ความรู้ (23) คอมมิวนิสต์ (4) เครื่องบิน (2) จอมพล ป. พิบูลสงคราม (3) จีน (18) ช้าง (1) ชายแดนใต้ (2) ญี่ปุ่น (1) เดนมาร์ก (1) แต่งงาน (2) ทวิตเตอร์ (1) ทหาร (2) ท่องเที่ยว (13) ทำบุญ (1) เทคโนโลยี (4) ธนาคาร (1) นราธิวาส (3) นางใน (2) นิยาย (1) โนรา (1) ในหลวงรัชกาลที่ 9 (6) บ่อน (1) บัตรเครดิต (1) บุคคล (16) บุญ (2) บุหรี่ (1) โบราณวัตถุ (4) โบสถ์ (2) ประเทศไทย (37) ประวัติศาสตร์ (47) ฝรั่งเศส (1) พระเจ้าตากสินมหาราช (2) พระราชกรณียกิจ (3) พระสงฆ์ (1) เพชรบุรี (2) เพลง (4) ภาคใต้ (2) ภาคอีสาน (1) ภาษา (1) ภูมิปัญญา (1) มุมไบ (2) มุสลิม (1) เยาวราช (1) รถเมล์ (2) ระเบิด (1) ราชาศัพท์ (1) รามเกียรติ์ (1) เรือ (1) เรื่องเก่า (33) โรคระบาด (1) โรงเรียน (2) ลาว (2) วัด (8) วิทยาศาสตร์ (5) วิทยุ (2) วิหาร (3) ศาสนา (10) ศิลปาชีพ (1) สงคราม (1) สถานีรถไฟ (1) สเปน (1) สยาม (6) สวิตเซอร์แลนด์ (1) สังคม (2) สำนวน (4) สิ่งประดิษฐ์ (1) หนังแท้ (2) หนังสือ (4) เหรียญ (1) อเมริกา (3) อินเดีย (4) อีสาน (1) cpr (1) deep state (1) Diarymisc (3) Social media (1) UNESCO (1)


ค้นหาบล็อกนี้





Popular Posts



BOOKs OF THE DAY

หนังสือแนะนำ : ครูเสด มหาสงครามแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ The Crusades  

“สงครามครูเสด” มิใช่เพียง สงครามศาสนาระหว่างคริสต์ศาสนาและศาสนาอิสลามเท่านั้น แต่นี่คือสงครามที่เปลี่ยนโลกทั้งโลกไปตลอดกาลอย่างแท้จริง!

     แม้ภาพลักษณ์ของ “สงครามครูเสด” ในสายตาของคนยุคหลัง มักถูกมองว่าเป็นสงครามแห่งศาสนาและความงมงายบ้าคลั่งของชาวคริสต์ในยุคกลาง แต่ด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ด้านสังคมและเศรษฐกิจในยุคนั้นกลับบ่งชี้ว่า ผลของการทำสงครามครูเสดนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคมยุโรปอย่างไม่เคยมีมาก่อน ด้วยการพลิกโฉมหน้าของสังคมศักดินาอันล้าหลัง ให้กลายเป็นยุคแห่งรัฐชาติที่มีอำนาจทางการเมืองที่ทันสมัยและเป็นปึกแผ่น พร้อมกับภาวะเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูและรุ่งโรจน์อย่างน่าเหลือเชื่อ

 >> สั่งซื้อ <<

บทความพิเศษ



กระเป๋าหนังแท้ แบรนด์ไทย

 
miscthailand