วันอังคาร, กันยายน 15, 2563

ทำไม เด็กชายต้องสีฟ้า เด็กหญิงสีชมพู

 

 
    คุณเคยสงสัยกันหรือไม่ ว่าทำไมสีของเสื้อผ้า ของเด็กๆ ไม่ว่าจะเด็กตั้งแต่แรกเกิด หรือเด็กที่โตแล้ว ผู้ใหญ่ถึงมักกำหนดสี และใช้สีในการกำหนดเพศของเด็ก? ความจริงแล้วเมื่อราวๆ สัก ๑๔๐ ปีก่อน เรื่องของสีกับเพศของเด็ก แทบไม่มีปรากฎเป็นข้อมูลให้ได้รับรู้กันแม้แต่น้อย เด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย ล้วนแต่งเสื้อผ้าในสีกลางๆ หรือเสื้อผ้าที่ไม่บ่งบอกเพศ (gender-neutral) และไม่ได้มีการกำหนดว่า ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงจะต้องกำหนดสีเสื้อผ้า ของเล่น ฯลฯ เป็นสีชมพู หรือถ้าเป็นเด็กผู้ชาย จะต้องเป็นเสื้อสีฟ้า บางครั้งการแต่งกายให้เด็กๆ ในสมัยนั้น หากใช้วิจารณญาณแบบปัจจุบัน เราจะตัดสินว่าเป็นการแต่งแบบเด็กผู้หญิงด้วยซ้ำ ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นเพศชายก็ตาม !!! 
 

ดังตัวอย่างภาพต่อไปนี้  

 
 

 
    ท่านก็จะคิดว่า ในภาพนี้ คือ เด็กผู้หญิงวัยประมาณ ๒ ขวบ แน่นอน ใช่หรือไม่ครับ ?   แต่ความจริงในภาพนี้คือ เด็กชาย และ เป็นบุคคลสำคัญของโลกท่านหนึ่ง ที่ท่านคิดไม่ถึงว่าเด็กที่เราตัดสินจากภาพถ่ายในชุดกระโปรงน่ารักๆ แบบนี้จะเป็น อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ ๓๒ ท่านแฟรงกลิน เดลาโน รูสเวลต์ ( Franklin Delano Roosevelt ) 


    หากย้อนกลับไปในยุคสมัยของ ท่านประธานาธิบดีรูสเวลต์ ในสมัยนั้น การแต่งกายของเด็กจะเน้นเสื้อผ้าสีกลางๆ นั่นคือ สีขาว และรูปแบบของชุดนั้น ไม่ว่าจะเป็น เด็กชาย หรือ เด็กหญิง การแต่งตัวจะเป็นลักษณะเดียวกัน คือชุดที่ 'เป็นกลาง' หรือเสื้อผ้าที่ไม่บ่งบอกเพศ (gender-neutral) จนเมื่อเด็กมีอายุ ๖ ขวบ จึงจะใส่แบบเสื้อผ้าตามเพศสภาพ เนื่องเพราะหลังจาก ๖ ขวบไปแล้ว เด็กจะเริ่มเติบโตขึ้นและรู้จักเพศของตน ได้มากขึ้น เช่นเดียวกับสีผ้าอ้อมเด็กที่ใช้สีขาว และเนื้อผ้าก็นิยมผ้าฝ้าย เพราะซักและแห้งง่าย

    สำหรับ เสื้อผ้าสีชมพู สีฟ้า รวมถึงสีในกลุ่มพาสเทล พึ่งจะมามีบทบาทต่อการตัดสินใจของพ่อแม่ในการเลือกซื้อเสื้อผ้าให้ลูกในช่วงกลางศตวรรษที่ ๑๙ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ในเวลานั้นสีก็ยังไม่ได้เป็นข้อกำหนดที่ใช้ในการระบุเพศของเด็ก จนกระทั่งช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑ สีเหล่านี้เริ่มมีบทบาทต่อการกำหนดเพศเด็ก ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปี ๑๙๑๘ สีชมพูได้ถูกกำหนดให้เป็นสีสำหรับเด็กผู้ชาย และ สีฟ้าเป็นสำหรับเด็กผู้หญิง ด้วยเหตุผลที่ว่า สีชมพู เป็นสีที่บ่งบอกถึงความเข้มแข็ง กล้าตัดสินใจ ซึ่งแน่นอนว่า เหมาะสมกับเด็กผู้ชายมากกว่า ในขณะที่ สีฟ้านั้นบ่งบอกถึงบุคลิกอันละเอียดอ่อน มีความสวยและน่ารัก ซึ่งแน่นอนว่าเหมาะกับเด็กผู้หญิง 


แล้วทำไม ? การกำหนดว่า สีชมพูควรเป็นสีสำหรับเด็กผู้หญิง และสีฟ้าเป็นสีของเด็กผู้ชายนั้นเริ่มเมื่อไหร่?

     ในช่วงของยุคเบบี้บูม (ซึ่งหมายถึงคนที่เกิดในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1946-1964) หรือที่เรียกกันในปัจจุบันคน Gen B หรือราวสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้อุบัติขึ้น ได้นำพาเอาความคิดเรื่องเสื้อผ้า สี การกำหนดเพศของเด็กเข้ามาในรับรู้ของพ่อแม่ และสังคม โดยเด็กผู้ชายมักจะแต่งตัวเลียนแบบพ่อ ในขณะที่ตัวอย่างการแต่งตัวของแม่ เป็นต้นแบบให้กับเด็กผู้หญิง

     จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งเมื่อมี “ขบวนการเรียกร้องสิทธิสตรี” ในช่วงปี ๑๙๖๐ การแต่งกายแบบกลางๆ หรือการแต่งได้ทั้งรูปแบบชายและหญิง (Unisex) ได้รับความนิยมอีกครั้ง ทั้งนี้ เพื่อความคล่องตัวและรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น จากเหตุการลวนลามทางสายตา รวมถึงการ ดูหมิ่นดูแคลนในความสตรีเพศ 

    ตั้งแต่ปี ๑๙๘๕ เป็นต้นมา กลุ่มผู้ผลิตเสื้อผ้า รวมถึงผ้าอ้อม ได้เริ่มผลิตสีอื่นๆ นอกจากสีขาว เพื่อเป็นทางเลือก และเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งในการเพิ่มยอดขายได้อีกด้วย โดยการ เลือกสีชมพูและสีฟ้า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยมีเหตุผลที่สำคัญ คือ การที่พ่อแม่สามารถจะรู้เพศของลูกตนล่วงหน้าได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในครั้งนั้นและมีผลสืบเนื่องถึงปัจจุบัน เพราะไม่เพียงแต่เสื้อผ้า หรือผ้าอ้อมเท่านั้น การกำหนดสียังมีผลต่อของเล่น ของใช้ และอุปกรณ์การเรียนรู้ของเด็กๆ อีกด้วย

   ในยุคปัจจุบัน แม้สีจะยังคงมีบทบาทต่อการกำหนดเพศของเด็ก แต่ความเป็นกลาง คือ ทางเลือกสีอื่นๆ ก็นับได้ว่าเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะปัจจัยขั้นพื้นฐานที่มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกสินค้าเพื่อลูก พ่อแม่ยุคปัจจุบันคำนึงถึง "ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย” ให้กับลูกมากกว่าอื่นใด

 

Reference:

Jo B. Paoletti, Pink and Blue: Telling the Girls From the Boys in America

Smithsonian Magazine:

https://www.smithsonianmag.com/arts-culture/when-did-girls-start-wearing-pink-1370097/?no-ist=&fbclid=IwAR3aXC0p5DBF2Y7bVW_XARkoda7TFP3EVAZHiqVgYJF3Yvpf4zi-UIfHAlU

 

 

Miscellaneous

Author & Editor

บทความขนาดสั้น เบ็ดเตล็ด Miscellaneous เกร็ดความรู้ทั่วไป เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แนะนำหนังสือ และอื่นๆ อีกมากมาย



Popular Posts

ติดตามเราบน Twitter

แนะนำหนังสือ



ร้อยเรื่องราววังต้องห้าม พลิกพระราชวังต้องห้ามให้ฟื้นคืนชีวิต !!

หนังสือ พระราชวังต้องห้าม หนังสือ "ร้อยเรื่องราววังต้องห้าม" เล่มนี้ เป็นการพลิกพระราชวังแห่งนี้ให้ฟื้นคืนชีวิต ด้วยการจำลองภาพผู้คนที่เคยมีตัวตนอยู่จริงในพระราชวังแห่งนี้ ที่ซึ่งเมื่อ 600 ปีก่อนหน้าไม่มีปุถุชนคนใดอาจเอื้อมถึง โดยเล่าสารพันเรื่องราวผ่านสิ่งก่อสร้างแต่ละแห่งในพระราชวัง ตั้งแต่ภาพกว้างของผังสถาปัตยกรรมซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 720,000 ตารางเมตร ลงลึกไปจนถึงรายละเอียดยิบย่อยของอิฐ 1 ก้อน แจกันเขียนสี 1 ใบ หรือเครื่องเรือนโบราณ 1 ชิ้น รวมทั้งแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบสถาปัตยกรรมโบราณและการใช้งานจริงในแต่ละยุคสมัย


  ซื้อหนังสือออนไลน์


ราชบัลลังก์พม่า วาระสุดท้ายแห่งระบบกษัตริย์ !!


   เรื่องราวประวัติศาสตร์พม่า สมัยพระเจ้ามินดง จนถึงวาระสุดท้ายของระบอบกษัตริย์ในสมัยพระเจ้าธีบอ อ่านแล้วทำให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของพม่า รูปแบบการปกครอง ยิ่งในบทที่บรรยายถึงความโหดร้ายของพระเจ้าธีบอและพระนางศุภยาลัต ความเหี้ยมโหดของการสังหารเชื้อพระวงศ์ด้วยกัน เพียงเพื่อต้องการบัลลังก์ 

    หนังสือ "ราชบัลลังก์พม่า วาระสุดท้ายแห่งระบบกษัตริย์" เล่มนี้ เขียนโดย ศาสตราจารย์พิเศษเสฐียร ผู้เขียนยังได้เสนอมุมมองอันหลากหลาย ผ่านการวิเคราะห์ให้เห็นถึงปัญหาของพม่าในยุคเวลานั้น โดยเฉพาะการฉายภาพเรื่องอำนาจวาสนา กิเลสตัณา และความมักใหญ่ใฝ่สูงของคนในช่วงเวลาดังกล่าว อันกลายเป็นปฐมเหตุแห่งการสูญเสียเอกราชของพม่าแก่อังกฤษ

ตอน 1 ความเบื้องต้น
ตอน 2 สร้างกรุงมัณฑะเลย์
ตอน 3 พระที่นั่ง มเหสี และเสนาบดี
ตอน 4 เจ้าชายธีบอและฝรั่งในราชสำนัก
ตอน 5 พระเจ้ามินดงกับอังกฤษ
ตอน 6 มินดงสร้างมหากุศล
ตอน 7 กบฏวังหลวง
ตอน 8 ชิงราชบัลลังก์
ตอน 9 มินดงสวรรคต, ธีบอครองราชย์
ตอน 10 การประหารครั้งยิ่งใหญ่
ฯลฯ


  ซื้อหนังสือออนไลน์

บทความพิเศษ



 
miscthailand