ค้นหาบทความ 🙄



1/06/69

เจาะลึก 8 ประเด็นอันตราย กับการเซาะกร่อนบ่อนทำลายชาติ

เปิด 8 ยุทธศาสตร์เซาะกร่อนบ่อนทำลายชาติ เจาะลึกพฤติการณ์อันตราย ทั้งการด้อยค่าสถาบันฯ บั่นทอนกองทัพ ปลูกฝังลัทธิชังชาติ และวาระแบ่งแยกดินแดน หลักฐานชัดเจนจากนโยบาย และพฤติกรรม ที่คนไทยต้องรู้ อ่านก่อนตัดสินใจ...ถ้าไม่อยากให้ไทยต้องสิ้นชาติ


danger-of-orange-party-policies


“ชาติใดไร้รักสมัครสมาน
จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล

แม้ชาติย่อยยับอับจน
บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร 

แม้หวังตั้งสงบ
จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์
ศัตรูกล้ามาประจัน
จะอาจสู้ริปูสลาย

- พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) 


    บทความ ต่อไปนี้เรียบเรียงขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจ จากข้อเขียนของ รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ หลังจากที่ท่าน ได้อ่านบทความอันลึกซึ้งของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จนเกิดเป็นบทวิเคราะห์ที่เฉียบคม และสำคัญยิ่งต่อสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงภัยคุกคามที่กำลังเซาะกร่อนบ่อนทำลายรากฐานของประเทศไทยผ่าน 8 ประเด็นอันตรายที่คนไทยมิอาจมองข้าม... 

เจาะ 8 ประเด็นอันตรายกับการเซาะกร่อนบ่อนทำลายชาติ



      1. การทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์

    พรรคนี้มีวาระซ่อนเร้นในการ "เซาะกร่อนบ่อนทำลาย" อย่างเป็นระบบ  ผ่านการพยายามปฏิรูปสถาบันฯ การรณรงค์ยกเลิก  หรือแก้ไขมาตรา 112 รวมถึงการด้อยค่าสถาบันฯ ในทุกโอกาสที่ทำได้ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความเห็นต่างทางการเมือง แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยชัดเจนว่า  เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การยุบพรรคมาแล้ว 

ในประเด็นนี้ สามารถแบ่งพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง ออกเป็น 4 ลักษณะหลัก ดังนี้ครับ

1.1  การใช้กลไกทางสภา เพื่อลดทอนพระเกียรติและพระราชอำนาจ
  • การเสนอแก้ไขมาตรา 112 .... การใช้การแก้ไขกฎหมายบังหน้า เพื่อลดสถานะความคุ้มครองสถาบันฯ เช่น การเสนอให้สำนักพระราชวัง เป็นผู้ฟ้องร้องเอง หรือการลดโทษให้ต่ำลงอย่างมาก จนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็น "การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง" เพราะมีเจตนาทำลายบทบัญญัติที่คุ้มครองสถาบันฯ

  • การตัดลดงบประมาณส่วนราชการในพระองค์ ... มีการอภิปรายในลักษณะด้อยค่า และตั้งคำถามต่อการจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ อย่างต่อเนื่องในชั้นงบประมาณรายปี โดยมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นภาระของภาษีประชาชน

1.2 พฤติกรรมและการแสดงออกของบุคลากร (Digital Footprint) 
  • การเป็นผู้ต้องหาในคดีมาตรา 112 .... สมาชิกพรรคและ สส. หลายคน มีคดีติดตัว จากการปราศรัย หรือโพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่ หรือก้าวล่วงสถาบันฯ บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น กรณีของ คุณรักชนก ศรีนอก หรือ คุณชลธิชา แจ้งเร็ว ซึ่งสะท้อนถึงทัศนคติเบื้องลึกของคนในพรรค ...

  • การเข้าร่วมและสนับสนุนม็อบที่จาบจ้วง .... แกนนำ และสมาชิกพรรคหลายคน ปรากฏตัวในฐานะ "นายประกัน" หรือผู้สนับสนุนกลุ่มเยาวชนที่ออกมาเรียกร้อง "10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ" ซึ่งมีเนื้อหาที่รุนแรงและกระทบกระเทือนต่อจิตใจคนไทย ... 

1.3 การใช้วาทกรรม และสัญลักษณ์เพื่อสร้างความหมายใหม่
  • การเปลี่ยนวันชาติ .... มีความพยายามเสนอให้เปลี่ยนวันชาติ จากวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันที่ 24 มิถุนายน (วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ) เพื่อลดบทบาท ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ในเชิงประวัติศาสตร์

  • การด้อยค่าพระราชกรณียกิจ .... ผ่านทางโซเชียลมีเดียของเครือข่ายไอโอ (IO) หรือแนวร่วมของพรรค ที่มักจะนำเสนอข้อมูลบิดเบือน เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือการใช้คำพูดในเชิงเหน็บแนม เกี่ยวกับ "ความดี" และ "การกราบไหว้"

1.4  การขยายผลสู่ระดับสากลเพื่อกดดันประเทศ
  • การนำประเด็นสถาบันฯ ไปพูดกับต่างชาติ …. มีการเข้าพบตัวแทนจากองค์กรระหว่างประเทศหรือสถานทูต เพื่อให้ข้อมูลในด้านลบเกี่ยวกับสถาบันฯ และกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยอ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพ เพื่อหวังให้ต่างชาติเข้ามากดดันประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการชักศึกเข้าบ้าน และทำลายอธิปไตยทางกระบวนการยุติธรรมของไทย

    พฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแยกส่วนกัน แต่มีลักษณะ "ทำเป็นขบวนการ" เริ่มจากการสร้างกระแสในโลกออนไลน์ (เซาะกร่อนความคิดเยาวชน) -> การเคลื่อนไหวบนดิน (ม็อบ) -> การขยายผลในสภา (แก้ไขกฎหมาย) -> และการประสานงานต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้คือหลักฐานที่ยืนยันถึงความพยายามบ่อนทำลายเสาหลักของชาติให้พังทลายลงจากภายใน …


       2. การบ่อนทำลายกองทัพ และเอกราช   

     มีความพยายามทำให้กองทัพอ่อนแอที่สุด  ....   ด้วยการตัดงบประมาณ และใช้วาทกรรมสร้างความแตกแยก เช่น "ทหารมีไว้ทำไม" หรือ "ไปรบกับใครก็แพ้" การด้อยค่าทหารชั้นผู้น้อย และการโจมตีโครงสร้างกองทัพนี้ มีเป้าหมายแฝง  เพื่อกระทบถึงองค์พระมหากษัตริย์ในฐานะ "องค์จอมทัพไทย" ทั้งที่ในความเป็นจริง ทหาร คือผู้สละชีพปกป้องอธิปไตยจากอริราชศัตรูมาโดยตลอด

เจาะลึกพฤติกรรม  การบ่อนทำลายกองทัพและองค์จอมทัพไทย

2.1  การใช้วาทกรรมด้อยค่าและสร้างความเกลียดชัง (Stigmatization) 
  • วาทกรรม "ทหารมีไว้ทำไม" …. การตั้งคำถามนี้ซ้ำๆ ในที่สาธารณะและโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่เพียงการถามถึงภารกิจ แต่เป็นการชี้นำ ให้สังคมรู้สึกว่า ทหารเป็นภาระภาษี และไม่มีความจำเป็นในโลกยุคใหม่

  • การดูแคลนศักยภาพ …. คำพูดที่ว่า "กองทัพไทยไปรบกับใครก็แพ้" หรือ "ทหารเก่งแต่กับประชาชน" เป็นการบั่นทอนขวัญกำลังใจของกำลังพล และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน ที่มีต่อหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการป้องปรามศัตรูจากภายนอก

2.2 การแทรกซึมเพื่อสร้างความแตกแยกภายใน (Internal Division)
  • การยุยงทหารชั้นผู้น้อย …. มีการใช้แคมเปญหาเสียง  มุ่งเป้าไปที่ทหารชั้นผู้น้อย โดยพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่า "ผู้บังคับบัญชาคือผู้กดขี่" และ "พรรคคือผู้ปลดปล่อย" เพื่อทำลายระบบบังคับบัญชา (Chain of Command) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวินัยทหาร 

  • การโจมตีบ้านพักสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ …. การนำประเด็นที่พักอาศัยหรือสวัสดิการทหาร  มาอภิปรายด้วยข้อมูลเพียงด้านเดียว เพื่อสร้างความรู้สึกอิจฉาริษยา และไม่พอใจให้เกิดขึ้นในสังคมและในหมู่กำลังพลเอง

3.3 ยุทธศาสตร์การตัดงบประมาณบั่นทอนความพร้อม (Budget Crippling)
  • การคัดค้านงบประมาณอาวุธทุกประเภท …. ไม่ว่าจะเป็นเรือดำน้ำ เครื่องบินรบ หรืออาวุธพื้นฐาน พรรคนี้ มักคัดค้านโดยอ้างเรื่อง "ปากท้อง" เสมอ โดยละเลยข้อเท็จจริง เรื่องการเสื่อมสภาพของยุทโธปกรณ์ตามอายุการใช้งาน ซึ่งการขาดงบประมาณต่อเนื่องจะนำไปสู่สภาวะ "กองทัพที่เป็นอัมพาต" ในระยะยาว

  • การเสนอตัดงบประมาณส่วนราชการในพระองค์ … ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความปลอดภัยและการถวายพระเกียรติองค์จอมทัพไทย อันเป็นเสาหลักแห่งความมั่นคง

3.4 การทำลายกลไกการป้องกันประเทศ (Structural Destruction)
  • นโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร …. แม้จะอ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่ทางปฏิบัติ  คือการทำลายระบบ "กำลังสำรอง" และการเตรียมความพร้อมยามศึกสงคราม  ซึ่งอาจทำให้ไทยขาดแคลนกำลังพลอย่างฉับพลัน หากเกิดวิกฤตการณ์

  • การพยายามแก้ไขกฎหมายความมั่นคง …. เช่น การเสนอให้ยุบ กอ.รมน. หรือการแก้ไขกฎอัยการศึก เพื่อลดอำนาจของรัฐ ในการระงับยับยั้งเหตุการณ์ไม่สงบ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้กลุ่มผู้ไม่หวังดี  หรือการแทรกซึมจากต่างชาติทำได้ง่ายขึ้น

ความเชื่อมโยงต่อเอกราชและสถาบันฯ

     เนื่องจาก พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่ง "องค์จอมทัพไทย" การโจมตีกองทัพ ในทุกมิติ จึงถูกมองว่าเป็น "ยุทธศาสตร์อ้อม" เพื่อกระทบถึงสถาบันฯ โดยตรง เมื่อกองทัพอ่อนแอลง เอกภาพของชาติ ก็จะเสื่อมถอย ส่งผลให้การรักษาเอกราช และอธิปไตยในพื้นที่ทับซ้อนหรือพื้นที่ขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ทำได้ยากขึ้น ….

     การกระทำดังกล่าว  ไม่ใช่เพียงการปฏิรูปพรรคการเมือง แต่มุ่งเน้นไปที่การ "ปลดอาวุธทางความคิด" และ "ปลดอาวุธทางยุทโธปกรณ์" ของชาติ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายต่างประเทศที่โน้มเอียงไปหาชาติมหาอำนาจ


       3. การปลูกฝังลัทธิชังชาติ 

     พรรคนี้มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรม ให้คนไม่รักชาติ ดูถูกความเป็นไทย และยุยงส่งเสริมให้เยาวชน ออกมาเคลื่อนไหว ในทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงของรัฐ การสร้างความรู้สึกว่า  ประเทศไทยไม่มีอะไรดี คือกลยุทธ์ ในการทำลายความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

      สำหรับประเด็น "การปลูกฝังลัทธิชังชาติ" (Antipatriotism) มีข้อมูล และพฤติกรรมที่ถูกนำมาใช้วิเคราะห์ว่า   เป็นกระบวนการทำลายความภาคภูมิใจในความเป็นชาติอย่างเป็นระบบ ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเด็นหลักและตัวอย่างพฤติกรรมได้ดังนี้ครับ … 

เจาะลึกพฤติกรรม: การปลูกฝังลัทธิชังชาติ

3.1 การบิดเบือน และรื้อถอนประวัติศาสตร์ (Historical Revisionism)
  • ประวัติศาสตร์ฉบับ "ผู้ถูกกดขี่" …. มีการนำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ในลักษณะที่ว่า ชาติไทยถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ รับใช้คนกลุ่มเดียว หรือที่เรียกว่า "ประวัติศาสตร์กระแสหลัก คือ เรื่องโกหก" เพื่อให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่ารากเหง้าของชาติไม่มีเกียรติยศ

  • การลดค่าสัญลักษณ์ชาติ …. มีความพยายามตั้งคำถาม  หรือแสดงอาการไม่เคารพต่อสัญลักษณ์สำคัญ เช่น การไม่ยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี หรือการแสดงท่าทีล้อเลียนธงชาติ และ สถาบันหลัก เพื่อลดความศักดิ์สิทธิ์ และแสดงออกถึงความ "เท่าเทียม" แบบผิดที่ผิดทาง
3.2 การใช้วาทกรรม "กะลา" และ "ด้อยค่าชาติตนเอง"
  • ไทยคือบ้านป่าเมืองเถื่อน …. มักมีการเปรียบเทียบประเทศไทย กับประเทศพัฒนาแล้วอย่างบิดเบือน โดยนำเสนอแต่ด้านลบของไทย และด้านดี ของต่างชาติฝ่ายเดียว เพื่อให้เยาวชนเกิดทัศนคติว่า "ประเทศไทยไม่มีอะไรดี" และ "ต้องเปลี่ยนทั้งหมด" ถึงจะเจริญได้ ….

  • วาทกรรม "ชังชาติ" …. แม้ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาจะอ้างว่า "รักชาติ แต่เกลียดรัฐบาล" แต่พฤติกรรมที่แสดงออก มักเป็นการโจมตีวัฒนธรรม ค่านิยม และจารีตประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ เช่น การวิจารณ์ว่ามารยาทไทย คืออำนาจนิยม หรือความกตัญญู ต่อบุพการี คือ ภาระ
3.3 การยุยงเยาวชนให้เป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคง
  • การใช้เด็กเป็นหน้าด่าน …. มีกระบวนการสนับสนุนเยาวชน ผ่านกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ให้แสดงออก ด้วยกิริยาก้าวร้าว ต่อเจ้าหน้าที่รัฐ  และสถาบันฯ โดยอ้างว่าคือ "เสรีภาพ" แต่ในความเป็นจริง คือ การทำลายความสมานฉันท์ในสังคม และสร้างรอยร้าวที่ยากจะประสาน

  • การปลุกระดมผ่านโซเชียลมีเดีย … การใช้ "อินฟลูเอนเซอร์" หรือ "คอนเทนต์เครีเอเตอร์" ในเครือข่าย ผลิตเนื้อหาเสียดสี ยุยง ให้คนเกิดความรู้สึกโกรธแค้นต่อประเทศชาติของตนเอง จนเกิดอาการที่เรียกว่า "อยากย้ายประเทศ"

3.4 การทำลายจิตวิญญาณความเสียสละ
  • การด้อยค่า "จิตอาสา" …. พรรคและกลุ่มแนวร่วม มักจะโจมตี โครงการจิตอาสา หรือการทำความดีเพื่อสังคม ว่าเป็นการสร้างภาพ หรือเป็นการทำหน้าที่แทนรัฐฯ ที่บกพร่อง เพื่อให้คนลดละความเสียสละ  และหันมามุ่งเน้นแต่การ "เรียกร้องสิทธิ" ส่วนตัวเพียงอย่างเดียว

เป้าหมายของลัทธิชังชาติ คือ   การทำให้ "รากเหง้าอ่อนแอ"   เมื่อประชาชนไม่มีความรัก และหวงแหนในชาติของตนเองแล้ว การจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม หรือการยอมให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงอธิปไตย ก็จะทำได้ง่ายขึ้น เปรียบเสมือนต้นไม้ที่ถูกตัดรากแก้ว เมื่อพายุมาเพียงเล็กน้อย ก็พร้อมจะโค่นล้มได้ทันที ….

#ไม่อยากสิ้นชาติอย่าเลือกพรรคส้ม

        4. นโยบายต่างประเทศที่สุ่มเสี่ยงและเป็นอันตราย 

    พรรคนี้ดูถูกพระปรีชาญาณ "ไผ่ลู่ลม" ของพระปิยมหาราช ที่ทำให้ไทยรอดพ้น จากการเป็นอาณานิคม แต่กลับชูนโยบาย "การทูตหลังตรง" ที่ในเนื้อแท้ คือ  การนำประเทศไปอิงแอบ และ "ก้มเลีย" ชาติมหาอำนาจเพียงชาติเดียว ซึ่งผิดหลักภูมิรัฐศาสตร์อย่างร้ายแรง และอาจนำพาประเทศไทยเข้าสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศได้

    สำหรับประเด็น "นโยบายต่างประเทศที่สุ่มเสี่ยงและเป็นอันตราย" (Foreign Policy) มีข้อมูล และพฤติกรรมที่ถูกนำมาวิเคราะห์ว่า เป็นแนวทางที่อาจนำพาประเทศไทยไปสู่ความขัดแย้งในระดับภูมิรัฐศาสตร์ และทำลายจุดแข็งด้านการทูตที่ไทยเคยมีมาอย่างยาวนาน ดังนี้ครับ 

เจาะลึกพฤติกรรม  นโยบายต่างประเทศที่ชักศึกเข้าบ้าน

4.1 การละทิ้งยุทธศาสตร์ "ไผ่ลู่ลม" (Abandoning Bamboo Diplomacy)
  • ดูถูกภูมิปัญญาบรรพบุรุษ … พรรคนี้และแกนนำ มักใช้วาทกรรมด้อยค่า นโยบายต่างประเทศของไทยในอดีต (โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5) ที่เน้นความสมดุล และการรักษาตัวรอดท่ามกลางมหาอำนาจ โดยอ้างว่า เป็นการทูตที่ไม่มีจุดยืน หรือ "การทูตไม่มีกระดูกสันหลัง"

  • เลือกข้างอย่างสุดโต่ง …. พยายามผลักดันการทูตที่เรียกว่า "การทูตหลังตรง" ซึ่งในทางปฏิบัติถูกมองว่า  เป็นการเลือกยืนข้างมหาอำนาจตะวันตกเพียงฝ่ายเดียวอย่างชัดเจน ซึ่งผิดหลักภูมิรัฐศาสตร์ของไทย  ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐอเมริกา จีน และมหาอำนาจอื่นๆ
4.2. การนำประเด็นภายในไป "ชักศึกเข้าบ้าน"
  • ขอความช่วยเหลือจากต่างชาติกดดันไทย …. แกนนำพรรค และแนวร่วม มักเดินทางไปพบสมาชิกรัฐสภาหรือองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้ข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและสถาบันฯ ของไทย เพื่อหวังให้ต่างชาติ ออกแถลงการณ์กดดัน หรือแทรกแซงกิจการภายใน ซึ่งถือเป็นการทำลายอธิปไตยของชาติโดยอ้อม

  • การเชิญตัวแทนต่างชาติสังเกตการณ์คดีความ …. การพยายามทำให้คดีความส่วนตัว หรือคดีการเมือง  กลายเป็นเรื่องระดับโลก เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้ตนเองโดยไม่สนใจว่า จะทำให้ภาพลักษณ์ความมั่นคงของประเทศเสียหายเพียงใด
4.3 การแทรกแซงกิจการเพื่อนบ้านอย่างก้าวร้าว
  • กรณีเมียนมา (Myanmar) …. พรรคนี้มีจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา และสนับสนุนกลุ่มต่อต้านอย่างสุดตัว ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้ชายแดนไทย-เมียนมา กลายเป็นพื้นที่สงครามตัวแทน (Proxy War) และอาจนำไปสู่ปัญหาผู้ลี้ภัยทะลักเข้าไทยมหาศาล รวมถึงกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน (ก๊าซธรรมชาติ)

  • การใช้ถ้อยคำที่สร้างความขัดแย้ง …. สมาชิกพรรคบางคน มีการแสดงความเห็นเชิงลบ ต่อผู้นำ หรือนโยบายของประเทศเพื่อนบ้านอย่างก้าวร้าว ซึ่งผิดวิสัยทางการทูต และอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางการค้าหรือการทหาร

4.4 การยอมรับมาตรฐานต่างชาติจนเสียเปรียบ (Subservience)
  • การเดินตามวาระ Woke ระดับสากล …. พยายามผลักดัน ข้อตกลงหรืออนุสัญญาประหลาดๆ ที่มหาอำนาจตะวันตก ใช้เพื่อกดดันประเทศกำลังพัฒนา เช่น เงื่อนไขด้านสิทธิมนุษยชนที่เกินขอบเขต หรือประเด็นความหลากหลายทางเพศ ที่นำมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้า ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยและวัฒนธรรมไทยได้รับผลกระทบ

นโยบายต่างประเทศของพรรคนี้ ถูกมองว่าเป็น "ความไร้เดียงสาทางการเมืองโลก" หรืออาจเป็น "วาระแฝง" ที่ต้องการเปลี่ยนไทยให้กลายเป็น "ฐานที่มั่น" ของมหาอำนาจบางกลุ่ม หากไทยเสียจุดยืนที่เป็นกลางไป เราอาจกลายเป็นเป้าหมายในความขัดแย้งใหญ่ (เช่น สงครามในทะเลจีนใต้) และอาจซ้ำรอยประเทศที่เคยรุ่งเรือง แต่ต้องล่มสลายเพราะเลือกข้างผิดและยอมให้ต่างชาติเข้ามาบงการ

#ไม่อยากสิ้นชาติอย่าเลือกพรรคส้ม

        5. การทำลายค่านิยม ศีลธรรม และศาสนา 

    การผลักดันนโยบาย "Woke" ที่สุดโต่ง เช่น ซ่องเสรี, หนังเอวีเสรี, คาสิโนออนไลน์เสรี และสุราเสรี เป็นการทำลายศีลธรรมอันดีงาม นอกจากนี้ ยังมีการใช้กิริยาก้าวร้าว ด่าทอ บูลลี่ผู้อื่น แต่กลับห้ามใครวิจารณ์พรรคตนเอง แม้แต่ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค อย่างคุณธนาธร ก็เคยหล่นวาทะว่า "ไม่เชื่อว่าการกราบไหว้บูชาจะนำมาซึ่งความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ" ซึ่งเป็นการทำลายความเชื่อทางศาสนาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนไทย

     สำหรับประเด็น "การทำลายค่านิยม ศีลธรรม และศาสนา" (Morality & Values) พรรคการเมืองนี้ มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า พยายามเปลี่ยนโครงสร้างทางศีลธรรมของสังคมไทย  ให้กลายเป็นสังคมแบบ Woke (การตื่นรู้ที่สุดโต่ง) ซึ่งขัดกับรากเหง้าวัฒนธรรมเดิม โดยมีพฤติการณ์ที่น่าสนใจดังนี้ครับ

เจาะลึกพฤติกรรม  การทำลายศีลธรรมและค่านิยมอันดีงาม

5.1 การผลักดันนโยบาย "อบายมุขเสรี" (Normalization of Vice)
  • ซ่องโสเภณีเสรี และ AV เสรี .... การนำเสนอให้ Sex Worker และ สื่อลามก หรือ อุปกรณ์ลามก   กลายเป็นอาชีพ  และสินค้าที่ถูกกฎหมาย โดยอ้างเรื่อ งสิทธิและการจัดเก็บภาษี แต่นโยบายนี้ ถูกมองว่า  เป็นการทำลายศีลธรรมขั้นพื้นฐาน และอาจนำไปสู่ปัญหาการค้ามนุษย์ หรือการเสื่อมถอยของสถาบันครอบครัวที่รุนแรงขึ้น 

  • คาสิโนและสุราเสรี .... แม้จะอ้างเรื่องเศรษฐกิจ แต่การสนับสนุนให้การพนันออนไลน์ และสุราเข้าถึงง่ายขึ้น ถูกมองว่า เป็นการมุ่งเน้นผลกำไรมากกว่าคุณภาพชีวิตของประชาชน และเป็นการมอมเมาเยาวชนในระยะยาว
5.2 การด้อยค่าความเชื่อทางศาสนาและจารีต (Secularization & Disrespect)
  • วาทกรรมเรื่องการกราบไหว้ …. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยแสดงทัศนะในเชิง ไม่เชื่อว่า
    การกราบไหว้บูชา จะนำมาซึ่งความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจของพุทธศาสนิกชน และผู้ที่มีความเชื่อทางศาสนา เพราะเป็นการมองศาสนา เป็นเรื่องงมงายและตัวถ่วงความเจริญ

  • การลดบทบาทศาสนาในรัฐ …. มีความพยายามเสนอ ให้แยกศาสนาออกจากรัฐอย่างเด็ดขาด และตัดงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนา หรือสถานศึกษาทางศาสนา เพื่อเปลี่ยนไทยให้เป็นสังคมไร้ความเชื่อ (Secular Society) ตามแบบตะวันตก

5.3 วัฒนธรรมความก้าวร้าวและการบูลลี่ (Toxic Political Culture)
  • สังคมป่าเถื่อนทางการเมือง … สมาชิกและกลุ่มแนวร่วมของพรรค มักใช้กิริยาวาจาที่หยาบคาย ก้าวร้าว และการทำ "Cyber Bullying"  อย่างกักขฬะ ต่อผู้ที่มีความเห็นต่าง โดยเฉพาะการด่าทอผู้ใหญ่ อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการทำลายค่านิยมเรื่อง "ความสุภาพ" และ "ความรู้รักสามัคคี" ที่เป็นจุดแข็งของสังคมไทย

  • เสรีภาพที่ไร้ความรับผิดชอบ … การอ้างว่า "ใครก็ห้ามวิจารณ์พรรคนี้" แต่พรรคกลับสามารถวิพากษ์วิจารณ์หรือด้อยค่าผู้อื่นได้อย่างเสรี สร้างมาตรฐาน Double Standard ที่ทำให้สังคมเกิดความแตกแยก
5.4 การยอมรับนโยบาย "Woke" ที่ทำลายระเบียบทางสังคม
  • การทำลายอัตลักษณ์ทางเพศตามธรรมชาติ … การพยายามนำเสนอนโยบายที่เกินขอบเขต เช่น การยกเลิกคำนำหน้านาม หรือการบังคับให้สังคมยอมรับ ความหลากหลายทางเพศ ในระดับที่เบียดเบียนความเชื่อ หรือความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น (เช่น เรื่องห้องน้ำหรือการแข่งขันกีฬา) จนนำไปสู่ความขัดแย้งในเชิงวัฒนธรรม

เป้าหมายของขบวนการนี้คือการ "ถอนรากถอนโคน" ค่านิยมเดิมที่ยึดถือกันมานาน เพื่อสร้างสังคมใหม่ ที่ไร้ระเบียบทางศีลธรรม (Moral Anarchy) เมื่อประชาชนขาดเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และขาดบรรทัดฐานทางจริยธรรมที่เข้มแข็ง สังคมจะกลายเป็นกลุ่มคนที่เห็นแก่ตัว มุ่งเน้นแต่ กามตัณหาและสิทธิส่วนตน จนนำไปสู่สภาวะ "ป่าเถื่อน" ที่ผู้ที่มีกระบอกเสียงดังกว่าเป็นฝ่ายชนะ

#ไม่อยากสิ้นชาติอย่าเลือกพรรคส้ม


        6. การย่อยสลายสถาบันครอบครัว

      มีการเชิญชวนให้เยาวชนกระด้างกระเดื่อง และเลิกเคารพนับถือพ่อแม่ โดยอ้างว่าเป็นเรื่อง "อำนาจนิยม"  พยายามยกเลิกสรรพนาม พี่, น้อง, ลุง ,ป้า ,น้า , อา ให้เหลือเพียงคำว่า "คุณ/ผม/ดิฉัน" เพื่อทำลายระบบอาวุโส และสายสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของสังคมไทย

    สำหรับประเด็น "การย่อยสลายสถาบันครอบครัว" (The Family Unit)  ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ สร้างความกังวลใจให้กับสังคมไทยมากที่สุด เนื่องจากสถาบันครอบครัว คือรากฐานที่เล็กที่สุด แต่สำคัญที่สุดของชาติ โดยมีพฤติการณ์ และข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงแนวคิดนี้ดังนี้ครับ

เจาะลึกพฤติกรรม  การย่อยสลายสถาบันครอบครัว

6.1 การทำลายระบบอาวุโสและวัฒนธรรมการเคารพญาติผู้ใหญ่
  • แนวคิด "ยกเลิกคำเรียกญาติ" …. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยนำเสนอแนวคิดในการเลิกใช้คำนำหน้าชื่อ ที่แสดงถึงลำดับญาติ เช่น พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา โดยอ้างว่า คำเหล่านี้สะท้อนถึงโครงสร้าง "อำนาจนิยม" ที่กดทับความคิดสร้างสรรค์ และเสนอให้ใช้เพียงคำว่า "คุณ/ผม/ดิฉัน" เท่านั้น ซึ่งถูกมองว่าเป็นการจงใจตัดสายสัมพันธ์ความผูกพันและความอ่อนน้อมถ่อมตนที่เป็นหัวใจของครอบครัวไทย

  • การด้อยค่าประสบการณ์ของผู้สูงอายุ …. พรรคและแนวร่วม มักสื่อสารในลักษณะที่ว่า "คนรุ่นเก่าคือความล้าหลัง" หรือเป็นกลุ่มคนที่ขัดขวางความเจริญของประเทศ ทำให้เยาวชนเกิดทัศนคติที่ขาดความเคารพ และมองว่า  ความคิดเห็นของพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย เป็นเรื่องที่ไร้ค่า ไม่มีราคา …

6.2 การยุยงให้เยาวชน "กระด้างกระเดื่อง" ต่อพ่อแม่
  • การเมืองนำหน้าความสัมพันธ์ ….. แกนนำทางความคิดของพรรคบางคน เคยสนับสนุนแนวคิดที่ว่า "หากพ่อแม่เห็นต่างทางการเมือง ก็ไม่ต้องเคารพหรือปฏิบัติตาม"   มีการปลุกเร้าให้เยาวชนกล้าเผชิญหน้าและแตกหักกับคนในครอบครัวเพื่ออุดมการณ์ของพรรค

  • การสนับสนุนม็อบเด็ก …. การปล่อยให้เยาวชนออกไปเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ก้าวร้าว โดยที่พรรคให้ท้ายว่าเป็น "สิทธิเสรีภาพ" ทำให้เด็กหลายคน ละเลยหน้าที่ทางการศึกษาและเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบ้าน จนพ่อแม่ไม่สามารถอบรมสั่งสอนลูกได้ตามปกติ
6.3 การนำนโยบาย Woke มาทำลายบทบาทตามธรรมชาติ
  • การลดทอนความสำคัญของบุพการี ….. นโยบายบางอย่าง ที่มุ่งเน้นความเป็นปัจเจกบุคคล (Individualism) อย่างสุดโต่ง จนทำให้ความหมายของคำว่า "กตัญญูกตเวที" ถูกตีความเป็นภาระ หรือการถูกเอารัดเอาเปรียบ สิ่งนี้ ส่งผลให้สายใยความรับผิดชอบ ที่ลูกมีต่อพ่อแม่ในยามชราภาพสั่นคลอน

  • การแทรกซึมผ่านการศึกษา …. สนับสนุนการแก้ไขหลักสูตรการศึกษา ที่มุ่งเน้นสิทธิส่วนบุคคลจนเกินขอบเขต จนเด็กมองว่าการเชื่อฟังพ่อแม่คือการถูกละเมิดสิทธิ

6.4 การเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมให้กลายเป็น "สังคมโดดเดี่ยว"
  • เมื่อความเคารพในระบบครอบครัวพังลง สถาบันครอบครัว ก็จะไม่ใช่ที่พึ่งทางใจและทางสังคมอีกต่อไป สังคมจะเปลี่ยนไปสู่ลักษณะที่ต่างคนต่างอยู่ (Atomized Society) ซึ่ง “ง่าย” ต่อการถูกปลุกระดมด้วยแนวคิดทางการเมือง เพราะไม่มี "เกราะคุ้มกัน" จากสถาบันครอบครัวที่แข็งแกร่งคอยประคับประคอง อีกต่อไป ....

ยุทธศาสตร์นี้คือการ "ทำลายจากข้างใน" เพราะหากคนในชาติไม่รัก และไม่เคารพแม้กระทั่งพ่อแม่ของตนเอง ความกตัญญู และความเสียสละต่อ "ชาติ" (ซึ่งเปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่) ก็ย่อมไม่มีวันเกิดขึ้นได้ การย่อยสลายสถาบันครอบครัว จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้สังคมไทยแตกแยกและอ่อนแออย่างถาวรครับ

        7. การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพจนขาดความรับผิดชอบ 

     สนับสนุนลัทธิสิทธิเสรีภาพที่เกินขอบเขต (Woke ไม่สิ้นสุด) จนนำไปสู่ความแตกแยก เช่น การเรียกร้องผ้าอนามัยฟรี หรือการเปลี่ยนคำนำหน้านามผู้ชายที่แปลงเพศ แล้ว สิ่งเหล่านี้ สร้างความร้าวลึกในสังคม ทำให้ประชาชนมุ่งแต่จะ "เรียกร้องสิทธิ" จนละเลย "หน้าที่" และจิตวิญญาณแห่งความเสียสละ

       สำหรับประเด็น "การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพจนขาดความรับผิดชอบ" (Excessive Freedom) หรือที่ปัจจุบันมักถูกเรียกว่าแนวคิด "Woke สุดโต่ง" มีข้อมูลและพฤติการณ์ที่สะท้อนถึงการผลักดันสิทธิส่วนบุคคลจนกระทบต่อระเบียบส่วนรวมและความมั่นคงของสังคม ดังนี้ครับ …


เจาะลึกพฤติกรรม  การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่เกินขอบเขต

7.1  การชูนโยบาย "Woke" ตามกระแสตะวันตก โดยไม่สนบริบทไทย
  • การเปลี่ยนคำนำหน้านาม …. พยายามผลักดันกฎหมาย ให้คนสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านาม (นาย/นางสาว) ได้ตามอัตลักษณ์ทางเพศ ที่ตนเองต้องการ แม้จะยังไม่มีการแปลงเพศ ซึ่งถูกมองว่า สร้างความสับสนในระบบเอกสารราชการ ทะเบียนราษฎร์ และอาจกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น (เช่น ในพื้นที่ส่วนตัวอย่างห้องน้ำหรือเรือนจำ)

  • สวัสดิการแบบ "ต้องได้ฟรี" ทุกอย่าง …. การเรียกร้องสวัสดิการ ที่เกินกำลังงบประมาณของประเทศ เช่น การแจกผ้าอนามัยฟรี หรือการเรียกร้องสิทธิสวัสดิการถ้วนหน้า โดยไม่คำนึงถึงภาระภาษีหรือ "หน้าที่" ของพลเมืองในการร่วมจ่าย สิ่งนี้ปลูกฝังค่านิยมการเป็น "ผู้รับ" มากกว่า "ผู้ให้"
7.2 เสรีภาพในการด่าทอและบูลลี่ (Freedom to Harass)
  • การใช้ Cyber Bullying เป็นเครื่องมือ …. กลุ่มแนวร่วมและบุคลากรของพรรค  มักใช้สิ่งที่เรียกว่า "ทัวร์ลง" หรือการรุมประณามผู้ที่เห็นต่างในโลกออนไลน์อย่างก้าวร้าว โดยอ้างว่า เป็นเสรีภาพในการแสดงออก แต่ในความจริง คือ มันเป็นการคุกคามสิทธิ และเสรีภาพของผู้อื่น ทำให้คนในสังคมเกิดความหวาดกลัว  ที่จะพูดความจริง

  • การไร้ขอบเขตต่อจารีต … การอ้างเสรีภาพ เพื่อทำลายประเพณีอันดีงาม เช่น การแต่งกายชุดไปรเวทไปเรียนหนังสือ เพื่อท้าทายกฎระเบียบ หรือการแสดงกิริยาไม่สุภาพต่อบุคคลสาธารณะ และสถาบันหลัก โดยมองว่าการมีสัมมาคารวะ คือ การถูกกดขี่
7.3 การส่งเสริม "สิทธิ" จนละเลย "หน้าที่และวินัย"
  • ทำลายระบบระเบียบในสถานศึกษา ….. สนับสนุนให้เด็กและเยาวชน ต่อต้านครูบาอาจารย์และกฎระเบียบของโรงเรียนในทุกมิติ โดยอ้างว่ากฎระเบียบคือ "อำนาจนิยม" ผลที่ตามมาคือ การขาดวินัยพื้นฐานซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพ

  • สิทธิในการชุมนุมที่ละเมิดสิทธิผู้อื่น …. สนับสนุนการชุมนุมที่ปิดการจราจร กีดขวางทางสัญจร หรือการใช้ถ้อยคำจาบจ้วงรุนแรง โดยอ้างว่าเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่กลับเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ
7.4 การทำลายจิตอาสาและความเสียสละ (Destruction of Public Spirit)
  • มองความเสียสละเป็นเรื่องโง่ …. มีการสื่อสารในทำนองว่า การทำจิตอาสา หรือการเสียสละเพื่อส่วนรวมเป็นเรื่อง "ไร้สาระ" หรือเป็นงานที่รัฐควรทำทั้งหมด การปลูกฝังแบบนี้ ทำให้ประชาชนขาดจิตสาธารณะ และมุ่งเน้นแต่ความต้องการของตนเองเป็นหลัก (Self-centered) จนสังคมขาดความสามัคคี

ยุทธศาสตร์ "สิทธิเสรีภาพล้นเกิน" คือการทำให้คนไทย "อ่อนแอจากข้างใน" เมื่อประชาชน มุ่งเน้นแต่จะเรียกร้องจากรัฐและสังคม โดยไม่ยอมปฏิบัติตามหน้าที่ หรือรักษาวินัย สังคมจะเข้าสู่สภาวะระส่ำระสาย (Anarchy) ความมั่งคงและเสถียรภาพจะถูกทำลาย และในที่สุดชาติจะขาดความเข้มแข็งในการเผชิญกับวิกฤตการณ์ใหญ่ เพราะประชาชนแต่ละคนมองเห็นแต่ "สิทธิ" ของตนเองมากกว่า "ความรอด" ของชาติส่วนรวม

#ไม่อยากสิ้นชาติอย่าเลือกพรรคส้ม


        8. การสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน 

   พรรคนี้ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องและสนับสนุนแนวคิดของกลุ่มที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน (เช่น ขบวนการ BRN) โดยการหยิบยกวาทกรรม "การกำหนดตนเอง" (Self-determination) ซึ่งเคยเป็นต้นเหตุของการแยกประเทศในหลายพื้นที่ทั่วโลก พฤติกรรมนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า "ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียว จะแบ่งแยกมิได้"

สำหรับประเด็น "การสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน" (Separatism) ถือเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐโดยตรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ที่ว่า "ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียว จะแบ่งแยกมิได้" โดยมีพฤติการณ์และข้อมูลที่ถูกนำมาเชื่อมโยงดังนี้ครับ

เจาะลึกพฤติกรรม  การสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนและกลุ่ม BRN

8.1 การชูแนวคิด "สิทธิในการกำหนดตนเอง" (Self-Determination)
  • วาทกรรมแบ่งแยกประเทศ …. บุคลากรและนักวิชาการในเครือข่ายของพรรค มักจะนำเสนอแนวคิด "Self-Determination" ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้   ซึ่งเป็นหลักการระดับสากล ที่มักถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการ "ทำประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราช" เช่นเดียวกับกรณีของประเทศติมอร์-เลสเต หรือเซาท์ซูดาน

  • การจัดกิจกรรมประชามติจำลอง …. เคยมีเหตุการณ์ที่เครือข่ายเยาวชน และนักกิจกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับพรรค จัดกิจกรรมสอบถามความเห็นเรื่อง "การแยกตัวเป็นเอกราช" ในสถานศึกษา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการหยั่งเชิงและปูทางความคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนให้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคม
8.2 ความเชื่อมโยง กับกลุ่มเคลื่อนไหวและขบวนการ BRN
  • การให้พื้นที่ทางเมืองแก่กลุ่มหัวรุนแรง …. มีการตั้งข้อสังเกตว่า คนของพรรค มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด หรือให้การสนับสนุนกลุ่มนักกิจกรรมที่มีแนวคิดสุดโต่งในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงการแสดงท่าทีที่เอื้อประโยชน์ต่อขบวนการ BRN ในเวทีพูดคุยสันติภาพ โดยมุ่งเน้นการลดอำนาจรัฐและกองทัพในพื้นที่

  • การด้อยค่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ …. พรรคมักโจมตีกฎหมายพิเศษ (กฎอัยการศึก/พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) และการทำงานของ กอ.รมน. ในภาคใต้อย่างรุนแรง โดยอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นการ "ปลดอาวุธรัฐ" เพื่อให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนทำงานได้สะดวกขึ้น
8.3 การพยายามกระจายอำนาจที่นำไปสู่ "รัฐอิสระ"
  • นโยบาย "ผู้ว่าฯ เลือกตั้ง" และการปกครองพิเศษ …. แม้จะอ้างเรื่องการกระจายอำนาจ แต่ในพื้นที่เปราะบางอย่าง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การผลักดันนโยบายนี้ ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการ "แยกการปกครอง" ออกจากส่วนกลางอย่างถาวรหรือไม่ ? ซึ่งอาจนำไปสู่สภาวะ "รัฐซ้อนรัฐ" ที่อำนาจรัฐไทยไม่สามารถเข้าไปดูแลได้อย่างทั่วถึง
8.4 การนำประเด็นเข้าสู่สภาเพื่อสร้างความชอบธรรม
  • การตั้งกรรมาธิการในสภา …. มีการใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรในการเรียกตัวแทนกลุ่มที่มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนเข้ามาให้ข้อมูล หรือการพยายามผลักดันวาระ ที่สอดคล้องกับความต้องการของขบวนการเหล่านั้น เพื่อสร้าง "พื้นที่ยืนทางกฎหมาย" ให้กับกลุ่มที่ต้องการทำลายเอกภาพของชาติ

ยุทธศาสตร์นี้ถือเป็น "การเซาะกร่อนจากฐานรากอธิปไตย" หากประชาชนในพื้นที่ถูกปลูกฝังให้เชื่อว่า ตนเองไม่ใช่คนไทย และรัฐไทยคือผู้รุกราน โดยมีพรรคการเมืองคอยสนับสนุนกฎหมายและแนวคิดรองรับ ในที่สุด ประเทศไทยจะสูญเสียดินแดนอันเป็นที่รักไปทีละน้อย จนนำไปสู่การสิ้นชาติ และแตกแยกเป็นรัฐเล็ก ๆ ที่ไร้อำนาจต่อรอง

#ไม่อยากสิ้นชาติอย่าเลือกพรรคส้ม


บทส่งท้าย

      ข้อมูลทั้งหมด 8 ข้อนี้ คือการเจาะลึกพฤติกรรม  ที่ผู้เขียนมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างยิ่ง โดยสรุปออกมาเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ "สติปัญญา" พิจารณาถึง Digital Footprint และความจริงที่เกิดขึ้น ต่อให้พยายามโกหก หรือ "พลิกลิ้น” ปลิ้นปล้อน อย่างไร ก็ไม่อาจลบเลือนได้ หากเราไม่อยากให้ประเทศไทยต้องสิ้นชาติ ต้องไม่เลือกพรรคที่มีพฤติกรรมเช่นนี้  ครับ  

ชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล แม้ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร






ข้อมูลอ้างอิง

· มติเอกฉันท์ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ พิธา-ก้าวไกล “ล้มล้างการปกครอง” สั่ง “เลิก” แก้ ม.112 https://www.bbc.com/thai/articles/cermxp0yjwjo

· ปลุกหนักมาก! 'ก้าวไกล' ชวนปชช.มีส่วนร่วม ยุบ กอ.รมน. สถาปนาสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้
https://www.thaipost.net/politics-news/474824/

· ไม่เชื่อว่าการกราบไหว้บูขาจะนำมาซึ่งความสำเร็จในการบริหารประเทศ
https://www.youtube.com/watch?v=D3J9W4xvAlw

· ย้อนรอย “ธนาธร” แนะเลิกเรียก “พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา” แก้ปัญหาระบบอาวุโส
https://mgronline.com/politics/detail/9620000035349

· ปิยบุตร แสงกนกกุล: "สังคมอารยะไม่ควรเอาคนเข้าคุกเพียงเพราะถูกด่า ถูกหมิ่นประมาท"
https://www.bbc.com/thai/thailand-54161659

· อ่านแนวคิดขบวนการนศ.ชายแดนใต้โดน "คณะก้าวหน้า" ชี้นำแบ่งแยกประเทศรัฐปัตตานี
https://www.youtube.com/watch?v=IeT1mR68t4c

· คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 (คำวินิจฉัยเรื่องพิจารณาที่ 10/2567 ลงวันที่ 7 ส.ค. 2567) สั่งยุบพรรคก้าวไกลและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดที่ 1 และ 2 เป็นเวลา 10 ปี เหตุมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองฯ ตามมาตรา 92 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ป. พรรคการเมือง 2560
https://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/download/article/article_20240301133315.pdf





Admin Bee

สนับสนุน Misc.Today

นี่คือ ลิ้งค์พันธมิตร หรือที่เรียกว่า affiliate link ซึ่งหมายความว่า... หากคุณคลิ๊กลิ้งค์นี้ และซื้อผลิตภัณฑ์ อะไรก็ได้ ฉันจะได้ค่าคอมมิชชั่นเล็กน้อย สิ่งนี้จะช่วยสนับสนุนเว็บไซด์ และช่วยให้กำลังใจเราต่อไป


  ชาหมักคอมบูชะ Scoby doit  


 



 

คุณอาจสนใจ

5 บทความ ยอดนิยม ในรอบ 30 วัน

🟡 โพสต์แนะนำ

ภาวะ กตัญญูเฉียบพลัน คืออะไร ?

     ภาวะกตัญญูเฉียบพลัน เป็นคำที่ บุคลากรทางการแพทย์  ใช้เรียกอย่างไม่เป็นทางการ เพื่ออธิบายถึงพฤติกรรมของญาติบางกลุ่ม ที่มักเกิดขึ้นในช่วง...

Popular Posts


จุลินทรีย์โปรไบโอติก: คอมบูชะเต็มไปด้วยเพื่อนซี้ดีๆ

 
 




ป้ายกำกับ / Tag labels

2475 (2) กฎหมาย (8) กฐิน (2) กบฎ (3) กรรม (6) กระเป๋า (3) กรุงเทพฯ (21) กรุงศรีอยุธยา (12) กล้องถ่ายภาพ (8) กลอน (4) กลาโหม (9) กัมพูชา (8) การเกษตร (7) การขาย (3) การเงิน (2) การจัดเก็บ (4) การทำงาน (1) การปกครอง (26) การพัฒนาตนเอง (3) การแพทย์ (12) การเมือง (98) การลงทุน (1) การศึกษา (162) กิจกรรมกลางแจ้ง (2) กีฬา (5) กู้ภัย (1) เกษตร (3) เกี่ยวกับสัตว์ (17) โกง (1) ไกลกังวล (1) ขงจื้อ (1) ขนม (2) ข้อคิด (1) ขอมไม่ใช่เขมร (15) ขายชาติ (3) ขายบริการ (2) ข้าว (3) ข่าวสาร (29) ขิง (2) เขมร (30) เขื่อน (1) โขน (2) คณะราษฎร (12) คติธรรม (3) คนเล่านิทาน (16) ครอบครัว (11) ครัว (1) ครู (6) ความเฉลียวฉลาด (17) ความเชื่อ (22) ความปลอดภัย (5) ความรู้ (246) ความสุข (4) คอมบูชะ (1) คอมมิวนิสต์ (34) ค่ายอพยพ (1) คำทำนาย (1) คำภีร์ (2) คำสอน (14) เครื่องดื่ม (4) เครื่องบิน (9) เครื่องหมาย (1) เงินตรา (6) จริยธรรม (1) จอมพล ป. พิบูล (1) จอมพล ป. พิบูลสงคราม (13) จักรวาล (1) จีน (57) ชา (2) ช้าง (1) ชายแดนใต้ (5) ชายแดนไทย-เขมร (16) ชีวิต (3) ซีเกมส์2025 (1) ซุปเปอร์มาร์เก็ต (1) โซเชียลมีเดีย (2) ญี่ปุ่น (22) ดนตรีไทย (1) ดอกไม้ (1) เด็ก (5) เดนมาร์ก (1) ต้นไม้ (4) ตลาดนัด (1) ตลาดหุ้น (1) ตำนานเทพ (2) ตำรวจ (2) เตา (1) เตือนภัย (24) แต่งงาน (1) ไต้หวัน (1) ทรัพยากร (2) ทวิตเตอร์ (1) ทหาร (14) ทองคำ (1) ท่องเที่ยว (33) ทะเล (3) ทักษิณ (2) ทัศนะ (79) ทำบุญ (5) ทำอาหาร (5) เทคโนโลยี (15) โทรศัพท์มือถือ (4) ธนบัตร (1) ธนาคาร (5) ธรณี (1) ธรรมชาติ (14) ธรรมในคำกลอน (1) ธรรมะ (8) ธรรมาธิปไตย (2) ธุรกิจ (12) นมวัว (1) นราธิวาส (3) นวดไทย (1) นักการเมือง (21) นักบิน (1) นักปรัชญา (2) นักเรียน (5) นางใน (1) นาซี (1) นายกรัฐมนตรี (5) น้ำมัน (3) น้ำส้มสายชูหมัก (2) นิทานพื้นบ้าน (2) นิยาย (3) นิวเคลียร์ (1) เนปาล (2) แนะนำสินค้า (50) โนเบล (1) โนรา (1) ในหลวง ร.10 (2) ในหลวงรัชกาลที่ 9 (16) บริการ (6) บริหาร (5) บ่อน (1) บัตรเครดิต (2) บัตรประชาชน (1) บาลีวันละคำ (6) บุคคล (44) บุญ (3) บุหรี่ (1) เบตง (1) เบียร์ (1) แบรนด์ไทย (5) โบราณวัตถุ (13) โบราณสถาน (7) โบสถ์ (2) ประชาธิปไตย (83) ประท้วง (8) ประเทศเกาหลีใต้ (1) ประเทศไทย (231) ประธานาธิบดี (3) ประวัติศาสตร์ (162) ปรัชญาชีวิต (30) ปรีดี (2) ปลูกต้นไม้ (3) ปัญหาบ้านเมือง (2) ป่าไม้ (1) ปูติน (1) ผลไม้ (2) ผลิต (3) ผัก (2) ผิวสี (1) ผู้สูงอายุ (1) เผด็จการ (3) แผ่นดินไหว (3) แผนที่ (1) ฝรั่งเศส (7) พม่า (6) พยาบาล (3) พรรคการเมือง (4) พระเจ้าตากสินมหาราช (2) พระนเรศ (1) พระพุฒาจารย์ (1) พระพุทธเจ้า (2) พระราชกรณียกิจ (4) พระสงฆ์ (17) พราหมณ์ (1) พิธีกรรม (2) พิบูลสวัสดี (1) พิพิธภัณฑ์ (10) พุทธทาส (1) พุทธศาสนา (20) เพชรบุรี (3) เพลง (9) เพลงผ้า ปรพากย์ (1) เพลิงไหม้ (1) แพทย์ (8) ฟาโรห์ (1) ฟุตบอล (1) ไฟ (4) ไฟฉาย (1) ไฟฟ้า (1) ภัยพิบัติ (4) ภาคใต้ (6) ภาคอีสาน (1) ภาพยนตร์ (1) ภาษา (15) ภาษิต (1) ภูเขาไฟ (1) ภูมิปัญญา (21) ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ (1) มวยไทย (5) มหาสมุทร (1) ม็อบ (1) มาเลเซีย (1) มุมไบ (2) มุสลิม (2) แม่ (2) แมลง (1) ไม้ไผ่ (1) ยา (2) ยิว (3) ยูเครน (2) ยูนนาน (1) เยาวชน (1) เยาวราช (1) รถเมล์ (4) รองเท้า (2) รอบโลก (5) ระบบนิเวศ (1) ระบบนิเวศน์ (1) ระเบิด (3) รัชกาลที่ ๒ (1) รัชกาลที่ ๔ (4) รัชกาลที่ ๕ (7) รัชกาลที่ ๖ (2) รัชกาลที่7 (9) รัชกาลที่ ๘ (6) รัฐธรรมนูญ (14) รัฐประหาร (10) รัสเซีย (13) ร่างกาย (3) ราชาศัพท์ (1) ร้านอาหาร (1) รามเกียรติ์ (1) รีวิวหนังสือ (3) เรือ (3) เรื่องเก่า (84) เรื่องตลก (1) เรื่องเล่า (34) โรค (7) โรคระบาด (5) โรงงาน (2) โรงพยาบาล (15) โรงเรียน (17) โรงหนัง (1) โรฮิงญา (1) ลอนดอน (2) ลอบสังหาร (1) ละคร (1) ลัทธิ (2) ลัทธิมาร์กซ์ (3) ล้านนา (3) ลาว (4) ลิง (1) เลือกตั้ง (12) โลก (15) โลกร้อน (5) โลกออนไลน์ (1) วัฒนธรรม (3) วัด (14) วันแม่ (1) วันสำคัญ (5) วัยชรา (2) วัยรุ่น (1) วิทยาศาสตร์ (11) วิทยุ (2) วิหาร (4) เวียดนาม (4) ไวรัล (1) ศัพท์ (2) ศาสนา (45) ศิริราช (5) ศิลปะ (6) ศิลปาชีพ (1) ศีลธรรม (1) ศึกละแวก2 (6) เศรษฐกิจ (5) โศกนาฏกรรม (1) สงขลา (1) สงคราม (74) สถานีรถไฟ (1) สนามบิน (3) สเปน (1) สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร (2) สมัยเมจิ (1) สมุนไพร (1) สยาม (14) สวนสนุก (1) สวิตเซอร์แลนด์ (2) สังคม (55) สังคมออนไลน์ (2) สัตว์ปีก (1) สันติภาพ (1) สายสังคม (3) สำนวน (10) สำนวนจีน (1) สิง (1) สิ่งประดิษฐ์ (15) สึนามิ (1) สื่อ (5) สุขภาพ (29) สุภาพจิต (9) สุภาษิต (1) สุสาน (1) เสรีภาพ (2) ไสยศาสตร์ (1) หนังแท้ (4) หนังสือ (34) หนังสือพิมพ์ (1) หนัง AV (1) หนู (1) ห้องเรียน (4) เหมาเจ๋อตง (2) เหรียญ (1) อเมริกา (46) ออนไลน์ (1) ออสเตรีย (1) อังกฤษ (7) อากาศยาน (2) อาชญกรรม (3) อาชีพ (6) อาวุธ (1) อาหาร (19) อาหารจานโปรด (8) อิตาลี (3) อินเดีย (9) อินฟูลเอนเซอร์ (1) อิสราเอล (4) อิสลาม (1) อียิปต์ (1) อีสาน (1) แอปพลิเคชัน (4) แอพดำ (1) ไอร์แลนด์ (1) ฮ่องกง (1) ฮุนเซน (11) เฮลิคอปเตอร์ (1) ai (1) ChatGPT (1) Chinese idiom (1) cpr (1) deep state (1) democracy (1) Diarymisc (3) eSports (1) facebook (2) Gen Z (1) handmade (1) kombucha (2) leather (1) marxism (1) metaverse (1) nomad (6) Nuclear (1) OPENUP (1) powerbank (1) scam (1) scammer (1) shopee (1) Social media (3) social science (3) social views (125) Sompob Pordi (8) startup (1) tiktok (1) UNESCO (4) vinegar (1) xiaomi (1)


Miscellaneous | Misc.Today 🌱 . ขับเคลื่อนโดย Blogger.

 
miscthailand