“ชาติใดไร้รักสมัครสมาน
จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล
จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล
แม้ชาติย่อยยับอับจน
บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร
แม้หวังตั้งสงบ
จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์
ศัตรูกล้ามาประจัน
จะอาจสู้ริปูสลาย”
บทความ ต่อไปนี้เรียบเรียงขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจ จากข้อเขียนของ รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ หลังจากที่ท่าน ได้อ่านบทความอันลึกซึ้งของคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จนเกิดเป็นบทวิเคราะห์ที่เฉียบคม และสำคัญยิ่งต่อสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงภัยคุกคามที่กำลังเซาะกร่อนบ่อนทำลายรากฐานของประเทศไทยผ่าน 8 ประเด็นอันตรายที่คนไทยมิอาจมองข้าม...
1. การทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
พรรคนี้มีวาระซ่อนเร้นในการ "เซาะกร่อนบ่อนทำลาย" อย่างเป็นระบบ ผ่านการพยายามปฏิรูปสถาบันฯ การรณรงค์ยกเลิก หรือแก้ไขมาตรา 112 รวมถึงการด้อยค่าสถาบันฯ ในทุกโอกาสที่ทำได้ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความเห็นต่างทางการเมือง แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยชัดเจนว่า เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ตามมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การยุบพรรคมาแล้ว
ในประเด็นนี้ สามารถแบ่งพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง ออกเป็น 4 ลักษณะหลัก ดังนี้ครับ
1.1 การใช้กลไกทางสภา เพื่อลดทอนพระเกียรติและพระราชอำนาจ
- การเสนอแก้ไขมาตรา 112 .... การใช้การแก้ไขกฎหมายบังหน้า เพื่อลดสถานะความคุ้มครองสถาบันฯ เช่น การเสนอให้สำนักพระราชวัง เป็นผู้ฟ้องร้องเอง หรือการลดโทษให้ต่ำลงอย่างมาก จนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็น "การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง" เพราะมีเจตนาทำลายบทบัญญัติที่คุ้มครองสถาบันฯ
- การตัดลดงบประมาณส่วนราชการในพระองค์ ... มีการอภิปรายในลักษณะด้อยค่า และตั้งคำถามต่อการจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ อย่างต่อเนื่องในชั้นงบประมาณรายปี โดยมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นภาระของภาษีประชาชน
- การเป็นผู้ต้องหาในคดีมาตรา 112 .... สมาชิกพรรคและ สส. หลายคน มีคดีติดตัว จากการปราศรัย หรือโพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่ หรือก้าวล่วงสถาบันฯ บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น กรณีของ คุณรักชนก ศรีนอก หรือ คุณชลธิชา แจ้งเร็ว ซึ่งสะท้อนถึงทัศนคติเบื้องลึกของคนในพรรค ...
- การเข้าร่วมและสนับสนุนม็อบที่จาบจ้วง .... แกนนำ และสมาชิกพรรคหลายคน ปรากฏตัวในฐานะ "นายประกัน" หรือผู้สนับสนุนกลุ่มเยาวชนที่ออกมาเรียกร้อง "10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ" ซึ่งมีเนื้อหาที่รุนแรงและกระทบกระเทือนต่อจิตใจคนไทย ...
1.3 การใช้วาทกรรม และสัญลักษณ์เพื่อสร้างความหมายใหม่
- การเปลี่ยนวันชาติ .... มีความพยายามเสนอให้เปลี่ยนวันชาติ จากวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันที่ 24 มิถุนายน (วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ) เพื่อลดบทบาท ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ในเชิงประวัติศาสตร์
- การด้อยค่าพระราชกรณียกิจ .... ผ่านทางโซเชียลมีเดียของเครือข่ายไอโอ (IO) หรือแนวร่วมของพรรค ที่มักจะนำเสนอข้อมูลบิดเบือน เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือการใช้คำพูดในเชิงเหน็บแนม เกี่ยวกับ "ความดี" และ "การกราบไหว้"
1.4 การขยายผลสู่ระดับสากลเพื่อกดดันประเทศ
- การนำประเด็นสถาบันฯ ไปพูดกับต่างชาติ …. มีการเข้าพบตัวแทนจากองค์กรระหว่างประเทศหรือสถานทูต เพื่อให้ข้อมูลในด้านลบเกี่ยวกับสถาบันฯ และกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยอ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพ เพื่อหวังให้ต่างชาติเข้ามากดดันประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการชักศึกเข้าบ้าน และทำลายอธิปไตยทางกระบวนการยุติธรรมของไทย
พฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแยกส่วนกัน แต่มีลักษณะ "ทำเป็นขบวนการ" เริ่มจากการสร้างกระแสในโลกออนไลน์ (เซาะกร่อนความคิดเยาวชน) -> การเคลื่อนไหวบนดิน (ม็อบ) -> การขยายผลในสภา (แก้ไขกฎหมาย) -> และการประสานงานต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้คือหลักฐานที่ยืนยันถึงความพยายามบ่อนทำลายเสาหลักของชาติให้พังทลายลงจากภายใน …
2. การบ่อนทำลายกองทัพ และเอกราช
มีความพยายามทำให้กองทัพอ่อนแอที่สุด .... ด้วยการตัดงบประมาณ และใช้วาทกรรมสร้างความแตกแยก เช่น "ทหารมีไว้ทำไม" หรือ "ไปรบกับใครก็แพ้" การด้อยค่าทหารชั้นผู้น้อย และการโจมตีโครงสร้างกองทัพนี้ มีเป้าหมายแฝง เพื่อกระทบถึงองค์พระมหากษัตริย์ในฐานะ "องค์จอมทัพไทย" ทั้งที่ในความเป็นจริง ทหาร คือผู้สละชีพปกป้องอธิปไตยจากอริราชศัตรูมาโดยตลอด
เจาะลึกพฤติกรรม การบ่อนทำลายกองทัพและองค์จอมทัพไทย
2.1 การใช้วาทกรรมด้อยค่าและสร้างความเกลียดชัง (Stigmatization)
- วาทกรรม "ทหารมีไว้ทำไม" …. การตั้งคำถามนี้ซ้ำๆ ในที่สาธารณะและโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่เพียงการถามถึงภารกิจ แต่เป็นการชี้นำ ให้สังคมรู้สึกว่า ทหารเป็นภาระภาษี และไม่มีความจำเป็นในโลกยุคใหม่
- การดูแคลนศักยภาพ …. คำพูดที่ว่า "กองทัพไทยไปรบกับใครก็แพ้" หรือ "ทหารเก่งแต่กับประชาชน" เป็นการบั่นทอนขวัญกำลังใจของกำลังพล และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน ที่มีต่อหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการป้องปรามศัตรูจากภายนอก
2.2 การแทรกซึมเพื่อสร้างความแตกแยกภายใน (Internal Division)
- การยุยงทหารชั้นผู้น้อย …. มีการใช้แคมเปญหาเสียง มุ่งเป้าไปที่ทหารชั้นผู้น้อย โดยพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่า "ผู้บังคับบัญชาคือผู้กดขี่" และ "พรรคคือผู้ปลดปล่อย" เพื่อทำลายระบบบังคับบัญชา (Chain of Command) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวินัยทหาร
- การโจมตีบ้านพักสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ …. การนำประเด็นที่พักอาศัยหรือสวัสดิการทหาร มาอภิปรายด้วยข้อมูลเพียงด้านเดียว เพื่อสร้างความรู้สึกอิจฉาริษยา และไม่พอใจให้เกิดขึ้นในสังคมและในหมู่กำลังพลเอง
3.3 ยุทธศาสตร์การตัดงบประมาณบั่นทอนความพร้อม (Budget Crippling)
- การคัดค้านงบประมาณอาวุธทุกประเภท …. ไม่ว่าจะเป็นเรือดำน้ำ เครื่องบินรบ หรืออาวุธพื้นฐาน พรรคนี้ มักคัดค้านโดยอ้างเรื่อง "ปากท้อง" เสมอ โดยละเลยข้อเท็จจริง เรื่องการเสื่อมสภาพของยุทโธปกรณ์ตามอายุการใช้งาน ซึ่งการขาดงบประมาณต่อเนื่องจะนำไปสู่สภาวะ "กองทัพที่เป็นอัมพาต" ในระยะยาว
- การเสนอตัดงบประมาณส่วนราชการในพระองค์ … ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความปลอดภัยและการถวายพระเกียรติองค์จอมทัพไทย อันเป็นเสาหลักแห่งความมั่นคง
3.4 การทำลายกลไกการป้องกันประเทศ (Structural Destruction)
- นโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร …. แม้จะอ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่ทางปฏิบัติ คือการทำลายระบบ "กำลังสำรอง" และการเตรียมความพร้อมยามศึกสงคราม ซึ่งอาจทำให้ไทยขาดแคลนกำลังพลอย่างฉับพลัน หากเกิดวิกฤตการณ์
- การพยายามแก้ไขกฎหมายความมั่นคง …. เช่น การเสนอให้ยุบ กอ.รมน. หรือการแก้ไขกฎอัยการศึก เพื่อลดอำนาจของรัฐ ในการระงับยับยั้งเหตุการณ์ไม่สงบ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้กลุ่มผู้ไม่หวังดี หรือการแทรกซึมจากต่างชาติทำได้ง่ายขึ้น
ความเชื่อมโยงต่อเอกราชและสถาบันฯ
เนื่องจาก พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่ง "องค์จอมทัพไทย" การโจมตีกองทัพ ในทุกมิติ จึงถูกมองว่าเป็น "ยุทธศาสตร์อ้อม" เพื่อกระทบถึงสถาบันฯ โดยตรง เมื่อกองทัพอ่อนแอลง เอกภาพของชาติ ก็จะเสื่อมถอย ส่งผลให้การรักษาเอกราช และอธิปไตยในพื้นที่ทับซ้อนหรือพื้นที่ขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ทำได้ยากขึ้น ….
การกระทำดังกล่าว ไม่ใช่เพียงการปฏิรูปพรรคการเมือง แต่มุ่งเน้นไปที่การ "ปลดอาวุธทางความคิด" และ "ปลดอาวุธทางยุทโธปกรณ์" ของชาติ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายต่างประเทศที่โน้มเอียงไปหาชาติมหาอำนาจ
3. การปลูกฝังลัทธิชังชาติ
พรรคนี้มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรม ให้คนไม่รักชาติ ดูถูกความเป็นไทย และยุยงส่งเสริมให้เยาวชน ออกมาเคลื่อนไหว ในทางที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงของรัฐ การสร้างความรู้สึกว่า ประเทศไทยไม่มีอะไรดี คือกลยุทธ์ ในการทำลายความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง
สำหรับประเด็น "การปลูกฝังลัทธิชังชาติ" (Antipatriotism) มีข้อมูล และพฤติกรรมที่ถูกนำมาใช้วิเคราะห์ว่า เป็นกระบวนการทำลายความภาคภูมิใจในความเป็นชาติอย่างเป็นระบบ ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเด็นหลักและตัวอย่างพฤติกรรมได้ดังนี้ครับ …
เจาะลึกพฤติกรรม: การปลูกฝังลัทธิชังชาติ
3.1 การบิดเบือน และรื้อถอนประวัติศาสตร์ (Historical Revisionism)
- ประวัติศาสตร์ฉบับ "ผู้ถูกกดขี่" …. มีการนำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ในลักษณะที่ว่า ชาติไทยถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ รับใช้คนกลุ่มเดียว หรือที่เรียกว่า "ประวัติศาสตร์กระแสหลัก คือ เรื่องโกหก" เพื่อให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่ารากเหง้าของชาติไม่มีเกียรติยศ
- การลดค่าสัญลักษณ์ชาติ …. มีความพยายามตั้งคำถาม หรือแสดงอาการไม่เคารพต่อสัญลักษณ์สำคัญ เช่น การไม่ยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี หรือการแสดงท่าทีล้อเลียนธงชาติ และ สถาบันหลัก เพื่อลดความศักดิ์สิทธิ์ และแสดงออกถึงความ "เท่าเทียม" แบบผิดที่ผิดทาง
- ไทยคือบ้านป่าเมืองเถื่อน …. มักมีการเปรียบเทียบประเทศไทย กับประเทศพัฒนาแล้วอย่างบิดเบือน โดยนำเสนอแต่ด้านลบของไทย และด้านดี ของต่างชาติฝ่ายเดียว เพื่อให้เยาวชนเกิดทัศนคติว่า "ประเทศไทยไม่มีอะไรดี" และ "ต้องเปลี่ยนทั้งหมด" ถึงจะเจริญได้ ….
- วาทกรรม "ชังชาติ" …. แม้ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาจะอ้างว่า "รักชาติ แต่เกลียดรัฐบาล" แต่พฤติกรรมที่แสดงออก มักเป็นการโจมตีวัฒนธรรม ค่านิยม และจารีตประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ เช่น การวิจารณ์ว่ามารยาทไทย คืออำนาจนิยม หรือความกตัญญู ต่อบุพการี คือ ภาระ
- การใช้เด็กเป็นหน้าด่าน …. มีกระบวนการสนับสนุนเยาวชน ผ่านกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ให้แสดงออก ด้วยกิริยาก้าวร้าว ต่อเจ้าหน้าที่รัฐ และสถาบันฯ โดยอ้างว่าคือ "เสรีภาพ" แต่ในความเป็นจริง คือ การทำลายความสมานฉันท์ในสังคม และสร้างรอยร้าวที่ยากจะประสาน
- การปลุกระดมผ่านโซเชียลมีเดีย … การใช้ "อินฟลูเอนเซอร์" หรือ "คอนเทนต์เครีเอเตอร์" ในเครือข่าย ผลิตเนื้อหาเสียดสี ยุยง ให้คนเกิดความรู้สึกโกรธแค้นต่อประเทศชาติของตนเอง จนเกิดอาการที่เรียกว่า "อยากย้ายประเทศ"
3.4 การทำลายจิตวิญญาณความเสียสละ
- การด้อยค่า "จิตอาสา" …. พรรคและกลุ่มแนวร่วม มักจะโจมตี โครงการจิตอาสา หรือการทำความดีเพื่อสังคม ว่าเป็นการสร้างภาพ หรือเป็นการทำหน้าที่แทนรัฐฯ ที่บกพร่อง เพื่อให้คนลดละความเสียสละ และหันมามุ่งเน้นแต่การ "เรียกร้องสิทธิ" ส่วนตัวเพียงอย่างเดียว
#ไม่อยากสิ้นชาติอย่าเลือกพรรคส้ม
พรรคนี้ดูถูกพระปรีชาญาณ "ไผ่ลู่ลม" ของพระปิยมหาราช ที่ทำให้ไทยรอดพ้น จากการเป็นอาณานิคม แต่กลับชูนโยบาย "การทูตหลังตรง" ที่ในเนื้อแท้ คือ การนำประเทศไปอิงแอบ และ "ก้มเลีย" ชาติมหาอำนาจเพียงชาติเดียว ซึ่งผิดหลักภูมิรัฐศาสตร์อย่างร้ายแรง และอาจนำพาประเทศไทยเข้าสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศได้
สำหรับประเด็น "นโยบายต่างประเทศที่สุ่มเสี่ยงและเป็นอันตราย" (Foreign Policy) มีข้อมูล และพฤติกรรมที่ถูกนำมาวิเคราะห์ว่า เป็นแนวทางที่อาจนำพาประเทศไทยไปสู่ความขัดแย้งในระดับภูมิรัฐศาสตร์ และทำลายจุดแข็งด้านการทูตที่ไทยเคยมีมาอย่างยาวนาน ดังนี้ครับ
เจาะลึกพฤติกรรม นโยบายต่างประเทศที่ชักศึกเข้าบ้าน
4.1 การละทิ้งยุทธศาสตร์ "ไผ่ลู่ลม" (Abandoning Bamboo Diplomacy)
- ดูถูกภูมิปัญญาบรรพบุรุษ … พรรคนี้และแกนนำ มักใช้วาทกรรมด้อยค่า นโยบายต่างประเทศของไทยในอดีต (โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5) ที่เน้นความสมดุล และการรักษาตัวรอดท่ามกลางมหาอำนาจ โดยอ้างว่า เป็นการทูตที่ไม่มีจุดยืน หรือ "การทูตไม่มีกระดูกสันหลัง"
- เลือกข้างอย่างสุดโต่ง …. พยายามผลักดันการทูตที่เรียกว่า "การทูตหลังตรง" ซึ่งในทางปฏิบัติถูกมองว่า เป็นการเลือกยืนข้างมหาอำนาจตะวันตกเพียงฝ่ายเดียวอย่างชัดเจน ซึ่งผิดหลักภูมิรัฐศาสตร์ของไทย ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐอเมริกา จีน และมหาอำนาจอื่นๆ
- ขอความช่วยเหลือจากต่างชาติกดดันไทย …. แกนนำพรรค และแนวร่วม มักเดินทางไปพบสมาชิกรัฐสภาหรือองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้ข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมและสถาบันฯ ของไทย เพื่อหวังให้ต่างชาติ ออกแถลงการณ์กดดัน หรือแทรกแซงกิจการภายใน ซึ่งถือเป็นการทำลายอธิปไตยของชาติโดยอ้อม
- การเชิญตัวแทนต่างชาติสังเกตการณ์คดีความ …. การพยายามทำให้คดีความส่วนตัว หรือคดีการเมือง กลายเป็นเรื่องระดับโลก เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้ตนเองโดยไม่สนใจว่า จะทำให้ภาพลักษณ์ความมั่นคงของประเทศเสียหายเพียงใด
- กรณีเมียนมา (Myanmar) …. พรรคนี้มีจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา และสนับสนุนกลุ่มต่อต้านอย่างสุดตัว ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการทำให้ชายแดนไทย-เมียนมา กลายเป็นพื้นที่สงครามตัวแทน (Proxy War) และอาจนำไปสู่ปัญหาผู้ลี้ภัยทะลักเข้าไทยมหาศาล รวมถึงกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน (ก๊าซธรรมชาติ)
- การใช้ถ้อยคำที่สร้างความขัดแย้ง …. สมาชิกพรรคบางคน มีการแสดงความเห็นเชิงลบ ต่อผู้นำ หรือนโยบายของประเทศเพื่อนบ้านอย่างก้าวร้าว ซึ่งผิดวิสัยทางการทูต และอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางการค้าหรือการทหาร
4.4 การยอมรับมาตรฐานต่างชาติจนเสียเปรียบ (Subservience)
- การเดินตามวาระ Woke ระดับสากล …. พยายามผลักดัน ข้อตกลงหรืออนุสัญญาประหลาดๆ ที่มหาอำนาจตะวันตก ใช้เพื่อกดดันประเทศกำลังพัฒนา เช่น เงื่อนไขด้านสิทธิมนุษยชนที่เกินขอบเขต หรือประเด็นความหลากหลายทางเพศ ที่นำมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้า ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยและวัฒนธรรมไทยได้รับผลกระทบ
นโยบายต่างประเทศของพรรคนี้ ถูกมองว่าเป็น "ความไร้เดียงสาทางการเมืองโลก" หรืออาจเป็น "วาระแฝง" ที่ต้องการเปลี่ยนไทยให้กลายเป็น "ฐานที่มั่น" ของมหาอำนาจบางกลุ่ม หากไทยเสียจุดยืนที่เป็นกลางไป เราอาจกลายเป็นเป้าหมายในความขัดแย้งใหญ่ (เช่น สงครามในทะเลจีนใต้) และอาจซ้ำรอยประเทศที่เคยรุ่งเรือง แต่ต้องล่มสลายเพราะเลือกข้างผิดและยอมให้ต่างชาติเข้ามาบงการ
#ไม่อยากสิ้นชาติอย่าเลือกพรรคส้ม
การผลักดันนโยบาย "Woke" ที่สุดโต่ง เช่น ซ่องเสรี, หนังเอวีเสรี, คาสิโนออนไลน์เสรี และสุราเสรี เป็นการทำลายศีลธรรมอันดีงาม นอกจากนี้ ยังมีการใช้กิริยาก้าวร้าว ด่าทอ บูลลี่ผู้อื่น แต่กลับห้ามใครวิจารณ์พรรคตนเอง แม้แต่ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค อย่างคุณธนาธร ก็เคยหล่นวาทะว่า "ไม่เชื่อว่าการกราบไหว้บูชาจะนำมาซึ่งความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ" ซึ่งเป็นการทำลายความเชื่อทางศาสนาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนไทย
สำหรับประเด็น "การทำลายค่านิยม ศีลธรรม และศาสนา" (Morality & Values) พรรคการเมืองนี้ มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า พยายามเปลี่ยนโครงสร้างทางศีลธรรมของสังคมไทย ให้กลายเป็นสังคมแบบ Woke (การตื่นรู้ที่สุดโต่ง) ซึ่งขัดกับรากเหง้าวัฒนธรรมเดิม โดยมีพฤติการณ์ที่น่าสนใจดังนี้ครับ
เจาะลึกพฤติกรรม การทำลายศีลธรรมและค่านิยมอันดีงาม
5.1 การผลักดันนโยบาย "อบายมุขเสรี" (Normalization of Vice)
- ซ่องโสเภณีเสรี และ AV เสรี .... การนำเสนอให้ Sex Worker และ สื่อลามก หรือ อุปกรณ์ลามก กลายเป็นอาชีพ และสินค้าที่ถูกกฎหมาย โดยอ้างเรื่อ งสิทธิและการจัดเก็บภาษี แต่นโยบายนี้ ถูกมองว่า เป็นการทำลายศีลธรรมขั้นพื้นฐาน และอาจนำไปสู่ปัญหาการค้ามนุษย์ หรือการเสื่อมถอยของสถาบันครอบครัวที่รุนแรงขึ้น
- คาสิโนและสุราเสรี .... แม้จะอ้างเรื่องเศรษฐกิจ แต่การสนับสนุนให้การพนันออนไลน์ และสุราเข้าถึงง่ายขึ้น ถูกมองว่า เป็นการมุ่งเน้นผลกำไรมากกว่าคุณภาพชีวิตของประชาชน และเป็นการมอมเมาเยาวชนในระยะยาว
- วาทกรรมเรื่องการกราบไหว้ …. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยแสดงทัศนะในเชิง ไม่เชื่อว่า
การกราบไหว้บูชา จะนำมาซึ่งความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจของพุทธศาสนิกชน และผู้ที่มีความเชื่อทางศาสนา เพราะเป็นการมองศาสนา เป็นเรื่องงมงายและตัวถ่วงความเจริญ - การลดบทบาทศาสนาในรัฐ …. มีความพยายามเสนอ ให้แยกศาสนาออกจากรัฐอย่างเด็ดขาด และตัดงบประมาณสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนา หรือสถานศึกษาทางศาสนา เพื่อเปลี่ยนไทยให้เป็นสังคมไร้ความเชื่อ (Secular Society) ตามแบบตะวันตก
5.3 วัฒนธรรมความก้าวร้าวและการบูลลี่ (Toxic Political Culture)
- สังคมป่าเถื่อนทางการเมือง … สมาชิกและกลุ่มแนวร่วมของพรรค มักใช้กิริยาวาจาที่หยาบคาย ก้าวร้าว และการทำ "Cyber Bullying" อย่างกักขฬะ ต่อผู้ที่มีความเห็นต่าง โดยเฉพาะการด่าทอผู้ใหญ่ อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการทำลายค่านิยมเรื่อง "ความสุภาพ" และ "ความรู้รักสามัคคี" ที่เป็นจุดแข็งของสังคมไทย
- เสรีภาพที่ไร้ความรับผิดชอบ … การอ้างว่า "ใครก็ห้ามวิจารณ์พรรคนี้" แต่พรรคกลับสามารถวิพากษ์วิจารณ์หรือด้อยค่าผู้อื่นได้อย่างเสรี สร้างมาตรฐาน Double Standard ที่ทำให้สังคมเกิดความแตกแยก
- การทำลายอัตลักษณ์ทางเพศตามธรรมชาติ … การพยายามนำเสนอนโยบายที่เกินขอบเขต เช่น การยกเลิกคำนำหน้านาม หรือการบังคับให้สังคมยอมรับ ความหลากหลายทางเพศ ในระดับที่เบียดเบียนความเชื่อ หรือความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น (เช่น เรื่องห้องน้ำหรือการแข่งขันกีฬา) จนนำไปสู่ความขัดแย้งในเชิงวัฒนธรรม
เป้าหมายของขบวนการนี้คือการ "ถอนรากถอนโคน" ค่านิยมเดิมที่ยึดถือกันมานาน เพื่อสร้างสังคมใหม่ ที่ไร้ระเบียบทางศีลธรรม (Moral Anarchy) เมื่อประชาชนขาดเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และขาดบรรทัดฐานทางจริยธรรมที่เข้มแข็ง สังคมจะกลายเป็นกลุ่มคนที่เห็นแก่ตัว มุ่งเน้นแต่ กามตัณหาและสิทธิส่วนตน จนนำไปสู่สภาวะ "ป่าเถื่อน" ที่ผู้ที่มีกระบอกเสียงดังกว่าเป็นฝ่ายชนะ
#ไม่อยากสิ้นชาติอย่าเลือกพรรคส้ม
6. การย่อยสลายสถาบันครอบครัว
มีการเชิญชวนให้เยาวชนกระด้างกระเดื่อง และเลิกเคารพนับถือพ่อแม่ โดยอ้างว่าเป็นเรื่อง "อำนาจนิยม" พยายามยกเลิกสรรพนาม พี่, น้อง, ลุง ,ป้า ,น้า , อา ให้เหลือเพียงคำว่า "คุณ/ผม/ดิฉัน" เพื่อทำลายระบบอาวุโส และสายสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของสังคมไทย
สำหรับประเด็น "การย่อยสลายสถาบันครอบครัว" (The Family Unit) ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ สร้างความกังวลใจให้กับสังคมไทยมากที่สุด เนื่องจากสถาบันครอบครัว คือรากฐานที่เล็กที่สุด แต่สำคัญที่สุดของชาติ โดยมีพฤติการณ์ และข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงแนวคิดนี้ดังนี้ครับ
เจาะลึกพฤติกรรม การย่อยสลายสถาบันครอบครัว
6.1 การทำลายระบบอาวุโสและวัฒนธรรมการเคารพญาติผู้ใหญ่
- แนวคิด "ยกเลิกคำเรียกญาติ" …. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยนำเสนอแนวคิดในการเลิกใช้คำนำหน้าชื่อ ที่แสดงถึงลำดับญาติ เช่น พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา โดยอ้างว่า คำเหล่านี้สะท้อนถึงโครงสร้าง "อำนาจนิยม" ที่กดทับความคิดสร้างสรรค์ และเสนอให้ใช้เพียงคำว่า "คุณ/ผม/ดิฉัน" เท่านั้น ซึ่งถูกมองว่าเป็นการจงใจตัดสายสัมพันธ์ความผูกพันและความอ่อนน้อมถ่อมตนที่เป็นหัวใจของครอบครัวไทย
- การด้อยค่าประสบการณ์ของผู้สูงอายุ …. พรรคและแนวร่วม มักสื่อสารในลักษณะที่ว่า "คนรุ่นเก่าคือความล้าหลัง" หรือเป็นกลุ่มคนที่ขัดขวางความเจริญของประเทศ ทำให้เยาวชนเกิดทัศนคติที่ขาดความเคารพ และมองว่า ความคิดเห็นของพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย เป็นเรื่องที่ไร้ค่า ไม่มีราคา …
6.2 การยุยงให้เยาวชน "กระด้างกระเดื่อง" ต่อพ่อแม่
- การเมืองนำหน้าความสัมพันธ์ ….. แกนนำทางความคิดของพรรคบางคน เคยสนับสนุนแนวคิดที่ว่า "หากพ่อแม่เห็นต่างทางการเมือง ก็ไม่ต้องเคารพหรือปฏิบัติตาม" มีการปลุกเร้าให้เยาวชนกล้าเผชิญหน้าและแตกหักกับคนในครอบครัวเพื่ออุดมการณ์ของพรรค
- การสนับสนุนม็อบเด็ก …. การปล่อยให้เยาวชนออกไปเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ก้าวร้าว โดยที่พรรคให้ท้ายว่าเป็น "สิทธิเสรีภาพ" ทำให้เด็กหลายคน ละเลยหน้าที่ทางการศึกษาและเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบ้าน จนพ่อแม่ไม่สามารถอบรมสั่งสอนลูกได้ตามปกติ
- การลดทอนความสำคัญของบุพการี ….. นโยบายบางอย่าง ที่มุ่งเน้นความเป็นปัจเจกบุคคล (Individualism) อย่างสุดโต่ง จนทำให้ความหมายของคำว่า "กตัญญูกตเวที" ถูกตีความเป็นภาระ หรือการถูกเอารัดเอาเปรียบ สิ่งนี้ ส่งผลให้สายใยความรับผิดชอบ ที่ลูกมีต่อพ่อแม่ในยามชราภาพสั่นคลอน
- การแทรกซึมผ่านการศึกษา …. สนับสนุนการแก้ไขหลักสูตรการศึกษา ที่มุ่งเน้นสิทธิส่วนบุคคลจนเกินขอบเขต จนเด็กมองว่าการเชื่อฟังพ่อแม่คือการถูกละเมิดสิทธิ
6.4 การเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมให้กลายเป็น "สังคมโดดเดี่ยว"
- เมื่อความเคารพในระบบครอบครัวพังลง สถาบันครอบครัว ก็จะไม่ใช่ที่พึ่งทางใจและทางสังคมอีกต่อไป สังคมจะเปลี่ยนไปสู่ลักษณะที่ต่างคนต่างอยู่ (Atomized Society) ซึ่ง “ง่าย” ต่อการถูกปลุกระดมด้วยแนวคิดทางการเมือง เพราะไม่มี "เกราะคุ้มกัน" จากสถาบันครอบครัวที่แข็งแกร่งคอยประคับประคอง อีกต่อไป ....
ยุทธศาสตร์นี้คือการ "ทำลายจากข้างใน" เพราะหากคนในชาติไม่รัก และไม่เคารพแม้กระทั่งพ่อแม่ของตนเอง ความกตัญญู และความเสียสละต่อ "ชาติ" (ซึ่งเปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่) ก็ย่อมไม่มีวันเกิดขึ้นได้ การย่อยสลายสถาบันครอบครัว จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้สังคมไทยแตกแยกและอ่อนแออย่างถาวรครับ
7. การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพจนขาดความรับผิดชอบ
สนับสนุนลัทธิสิทธิเสรีภาพที่เกินขอบเขต (Woke ไม่สิ้นสุด) จนนำไปสู่ความแตกแยก เช่น การเรียกร้องผ้าอนามัยฟรี หรือการเปลี่ยนคำนำหน้านามผู้ชายที่แปลงเพศ แล้ว สิ่งเหล่านี้ สร้างความร้าวลึกในสังคม ทำให้ประชาชนมุ่งแต่จะ "เรียกร้องสิทธิ" จนละเลย "หน้าที่" และจิตวิญญาณแห่งความเสียสละ
สำหรับประเด็น "การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพจนขาดความรับผิดชอบ" (Excessive Freedom) หรือที่ปัจจุบันมักถูกเรียกว่าแนวคิด "Woke สุดโต่ง" มีข้อมูลและพฤติการณ์ที่สะท้อนถึงการผลักดันสิทธิส่วนบุคคลจนกระทบต่อระเบียบส่วนรวมและความมั่นคงของสังคม ดังนี้ครับ …
เจาะลึกพฤติกรรม การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่เกินขอบเขต
7.1 การชูนโยบาย "Woke" ตามกระแสตะวันตก โดยไม่สนบริบทไทย
- การเปลี่ยนคำนำหน้านาม …. พยายามผลักดันกฎหมาย ให้คนสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านาม (นาย/นางสาว) ได้ตามอัตลักษณ์ทางเพศ ที่ตนเองต้องการ แม้จะยังไม่มีการแปลงเพศ ซึ่งถูกมองว่า สร้างความสับสนในระบบเอกสารราชการ ทะเบียนราษฎร์ และอาจกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น (เช่น ในพื้นที่ส่วนตัวอย่างห้องน้ำหรือเรือนจำ)
- สวัสดิการแบบ "ต้องได้ฟรี" ทุกอย่าง …. การเรียกร้องสวัสดิการ ที่เกินกำลังงบประมาณของประเทศ เช่น การแจกผ้าอนามัยฟรี หรือการเรียกร้องสิทธิสวัสดิการถ้วนหน้า โดยไม่คำนึงถึงภาระภาษีหรือ "หน้าที่" ของพลเมืองในการร่วมจ่าย สิ่งนี้ปลูกฝังค่านิยมการเป็น "ผู้รับ" มากกว่า "ผู้ให้"
- การใช้ Cyber Bullying เป็นเครื่องมือ …. กลุ่มแนวร่วมและบุคลากรของพรรค มักใช้สิ่งที่เรียกว่า "ทัวร์ลง" หรือการรุมประณามผู้ที่เห็นต่างในโลกออนไลน์อย่างก้าวร้าว โดยอ้างว่า เป็นเสรีภาพในการแสดงออก แต่ในความจริง คือ มันเป็นการคุกคามสิทธิ และเสรีภาพของผู้อื่น ทำให้คนในสังคมเกิดความหวาดกลัว ที่จะพูดความจริง
- การไร้ขอบเขตต่อจารีต … การอ้างเสรีภาพ เพื่อทำลายประเพณีอันดีงาม เช่น การแต่งกายชุดไปรเวทไปเรียนหนังสือ เพื่อท้าทายกฎระเบียบ หรือการแสดงกิริยาไม่สุภาพต่อบุคคลสาธารณะ และสถาบันหลัก โดยมองว่าการมีสัมมาคารวะ คือ การถูกกดขี่
- ทำลายระบบระเบียบในสถานศึกษา ….. สนับสนุนให้เด็กและเยาวชน ต่อต้านครูบาอาจารย์และกฎระเบียบของโรงเรียนในทุกมิติ โดยอ้างว่ากฎระเบียบคือ "อำนาจนิยม" ผลที่ตามมาคือ การขาดวินัยพื้นฐานซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพ
- สิทธิในการชุมนุมที่ละเมิดสิทธิผู้อื่น …. สนับสนุนการชุมนุมที่ปิดการจราจร กีดขวางทางสัญจร หรือการใช้ถ้อยคำจาบจ้วงรุนแรง โดยอ้างว่าเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่กลับเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ
- มองความเสียสละเป็นเรื่องโง่ …. มีการสื่อสารในทำนองว่า การทำจิตอาสา หรือการเสียสละเพื่อส่วนรวมเป็นเรื่อง "ไร้สาระ" หรือเป็นงานที่รัฐควรทำทั้งหมด การปลูกฝังแบบนี้ ทำให้ประชาชนขาดจิตสาธารณะ และมุ่งเน้นแต่ความต้องการของตนเองเป็นหลัก (Self-centered) จนสังคมขาดความสามัคคี
ยุทธศาสตร์ "สิทธิเสรีภาพล้นเกิน" คือการทำให้คนไทย "อ่อนแอจากข้างใน" เมื่อประชาชน มุ่งเน้นแต่จะเรียกร้องจากรัฐและสังคม โดยไม่ยอมปฏิบัติตามหน้าที่ หรือรักษาวินัย สังคมจะเข้าสู่สภาวะระส่ำระสาย (Anarchy) ความมั่งคงและเสถียรภาพจะถูกทำลาย และในที่สุดชาติจะขาดความเข้มแข็งในการเผชิญกับวิกฤตการณ์ใหญ่ เพราะประชาชนแต่ละคนมองเห็นแต่ "สิทธิ" ของตนเองมากกว่า "ความรอด" ของชาติส่วนรวม
#ไม่อยากสิ้นชาติอย่าเลือกพรรคส้ม
8. การสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน
พรรคนี้ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องและสนับสนุนแนวคิดของกลุ่มที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน (เช่น ขบวนการ BRN) โดยการหยิบยกวาทกรรม "การกำหนดตนเอง" (Self-determination) ซึ่งเคยเป็นต้นเหตุของการแยกประเทศในหลายพื้นที่ทั่วโลก พฤติกรรมนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า "ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียว จะแบ่งแยกมิได้"
สำหรับประเด็น "การสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน" (Separatism) ถือเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐโดยตรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ที่ว่า "ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียว จะแบ่งแยกมิได้" โดยมีพฤติการณ์และข้อมูลที่ถูกนำมาเชื่อมโยงดังนี้ครับ
เจาะลึกพฤติกรรม การสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนและกลุ่ม BRN
8.1 การชูแนวคิด "สิทธิในการกำหนดตนเอง" (Self-Determination)
- วาทกรรมแบ่งแยกประเทศ …. บุคลากรและนักวิชาการในเครือข่ายของพรรค มักจะนำเสนอแนวคิด "Self-Determination" ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหลักการระดับสากล ที่มักถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการ "ทำประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราช" เช่นเดียวกับกรณีของประเทศติมอร์-เลสเต หรือเซาท์ซูดาน
- การจัดกิจกรรมประชามติจำลอง …. เคยมีเหตุการณ์ที่เครือข่ายเยาวชน และนักกิจกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับพรรค จัดกิจกรรมสอบถามความเห็นเรื่อง "การแยกตัวเป็นเอกราช" ในสถานศึกษา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการหยั่งเชิงและปูทางความคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนให้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคม
- การให้พื้นที่ทางเมืองแก่กลุ่มหัวรุนแรง …. มีการตั้งข้อสังเกตว่า คนของพรรค มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด หรือให้การสนับสนุนกลุ่มนักกิจกรรมที่มีแนวคิดสุดโต่งในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงการแสดงท่าทีที่เอื้อประโยชน์ต่อขบวนการ BRN ในเวทีพูดคุยสันติภาพ โดยมุ่งเน้นการลดอำนาจรัฐและกองทัพในพื้นที่
- การด้อยค่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ …. พรรคมักโจมตีกฎหมายพิเศษ (กฎอัยการศึก/พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) และการทำงานของ กอ.รมน. ในภาคใต้อย่างรุนแรง โดยอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นการ "ปลดอาวุธรัฐ" เพื่อให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนทำงานได้สะดวกขึ้น
- นโยบาย "ผู้ว่าฯ เลือกตั้ง" และการปกครองพิเศษ …. แม้จะอ้างเรื่องการกระจายอำนาจ แต่ในพื้นที่เปราะบางอย่าง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การผลักดันนโยบายนี้ ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการ "แยกการปกครอง" ออกจากส่วนกลางอย่างถาวรหรือไม่ ? ซึ่งอาจนำไปสู่สภาวะ "รัฐซ้อนรัฐ" ที่อำนาจรัฐไทยไม่สามารถเข้าไปดูแลได้อย่างทั่วถึง
- การตั้งกรรมาธิการในสภา …. มีการใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรในการเรียกตัวแทนกลุ่มที่มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนเข้ามาให้ข้อมูล หรือการพยายามผลักดันวาระ ที่สอดคล้องกับความต้องการของขบวนการเหล่านั้น เพื่อสร้าง "พื้นที่ยืนทางกฎหมาย" ให้กับกลุ่มที่ต้องการทำลายเอกภาพของชาติ
ยุทธศาสตร์นี้ถือเป็น "การเซาะกร่อนจากฐานรากอธิปไตย" หากประชาชนในพื้นที่ถูกปลูกฝังให้เชื่อว่า ตนเองไม่ใช่คนไทย และรัฐไทยคือผู้รุกราน โดยมีพรรคการเมืองคอยสนับสนุนกฎหมายและแนวคิดรองรับ ในที่สุด ประเทศไทยจะสูญเสียดินแดนอันเป็นที่รักไปทีละน้อย จนนำไปสู่การสิ้นชาติ และแตกแยกเป็นรัฐเล็ก ๆ ที่ไร้อำนาจต่อรอง
#ไม่อยากสิ้นชาติอย่าเลือกพรรคส้ม
บทส่งท้าย
ข้อมูลทั้งหมด 8 ข้อนี้ คือการเจาะลึกพฤติกรรม ที่ผู้เขียนมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างยิ่ง โดยสรุปออกมาเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ใช้ "สติปัญญา" พิจารณาถึง Digital Footprint และความจริงที่เกิดขึ้น ต่อให้พยายามโกหก หรือ "พลิกลิ้น” ปลิ้นปล้อน อย่างไร ก็ไม่อาจลบเลือนได้ หากเราไม่อยากให้ประเทศไทยต้องสิ้นชาติ ต้องไม่เลือกพรรคที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ครับ
ชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล แม้ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร
"""
— ลุงฮุน รักพรรคส้ม (@suchartonly) January 6, 2026
#พรรคประชาชน BRN ....
#เลือกตั้ง2569 #แบ่งแยกดินแดน pic.twitter.com/VPKZSDs5Wv
· มติเอกฉันท์ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ พิธา-ก้าวไกล “ล้มล้างการปกครอง” สั่ง “เลิก” แก้ ม.112 https://www.bbc.com/thai/articles/cermxp0yjwjo
· ปลุกหนักมาก! 'ก้าวไกล' ชวนปชช.มีส่วนร่วม ยุบ กอ.รมน. สถาปนาสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้
https://www.thaipost.net/politics-news/474824/
· ไม่เชื่อว่าการกราบไหว้บูขาจะนำมาซึ่งความสำเร็จในการบริหารประเทศ
https://www.youtube.com/watch?v=D3J9W4xvAlw
· ย้อนรอย “ธนาธร” แนะเลิกเรียก “พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา” แก้ปัญหาระบบอาวุโส
https://mgronline.com/politics/detail/9620000035349
· ปิยบุตร แสงกนกกุล: "สังคมอารยะไม่ควรเอาคนเข้าคุกเพียงเพราะถูกด่า ถูกหมิ่นประมาท"
https://www.bbc.com/thai/thailand-54161659
· อ่านแนวคิดขบวนการนศ.ชายแดนใต้โดน "คณะก้าวหน้า" ชี้นำแบ่งแยกประเทศรัฐปัตตานี
https://www.youtube.com/watch?v=IeT1mR68t4c
· คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 (คำวินิจฉัยเรื่องพิจารณาที่ 10/2567 ลงวันที่ 7 ส.ค. 2567) สั่งยุบพรรคก้าวไกลและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดที่ 1 และ 2 เป็นเวลา 10 ปี เหตุมีพฤติการณ์กระทำการล้มล้างการปกครองฯ ตามมาตรา 92 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ป. พรรคการเมือง 2560
https://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/download/article/article_20240301133315.pdf

