1/28/69

ประวัติศาสตร์ไม่เคยโกหก แต่มนุษย์มักเลือกที่จะลืมเลือน

ประวัติศาสตร์เตือนเราว่า สถาบันหลักไม่ได้พังลงในวันเดียว แต่ถูกบ่อนทำลายทีละชิ้นอย่างแนบเนียน ผ่านการแก้กติกาและด้อยค่ากองทัพ บทเรียนจากทั่วโลกสอนให้รู้ว่า เมื่อเสาหลักถูกถอนออก สิ่งที่ตามมาไม่ใช่เสรีภาพ แต่คือซากปรักหักพังที่เราอาจคาดไม่ถึง


ประวัติศาสตร์การปฏิวัติในต่างประเทศ


“อย่าปล่อยให้คำว่า รู้อย่างนี้” กลายเป็นคำพูดสุดท้ายของคนในชาติ สถาบันกษัตริย์ ในหลายประเทศ ไม่ได้ล้มลงเพราะความต้องการเสรีภาพที่แท้จริง หากแต่ัมันอยู่ภายใต้แผนการที่แยบยลในการตัดรากแก้วของชาติทีละชิ้น เริ่มจากการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ การด้อยค่ากองทัพ ไปจนถึงการทำลายคุณค่าทางจิตใจ บทความนี้จะสรุปให้เห็นว่า ‘สูตรอันตราย’ ที่เคยทำลายชาติมหาอำนาจในอดีตมาแล้ว กำลังถูกฉายซ้ำอีกครั้งอย่างไร และทำไมเราถึงต้องตื่นรู้ก่อนที่ประเทศจะไม่เหลืออะไรให้ปกป้อง

“เมื่อเสาหลักถูกถอนออกทีละต้น
อาคารทั้งหลังย่อมพังทลาย”

ไม่มีสถาบันกษัตริย์ใดในโลก พังลงเพราะประชาชนตื่นขึ้นมาเกลียดกษัตริย์ พร้อมกันทั้งประเทศ แต่ทุกสถาบันที่ล่ม ล้วนถูกทำให้ล้มทีละชิ้น อย่างเป็นระบบ และแนบเนียน ประวัติศาสตร์ไม่ได้เตือนเราด้วยคำพูด แต่มันเตือนเราด้วยซากประเทศที่แตกเป็นเสี่ยง และสูตรนั้นกำลังถูกใช้ซ้ำอีกครั้ง ....

 มันเริ่มจาก “กติกา” ก่อนเสมอ

ทุกครั้ง ที่ฝ่ายซ้ายในโลก ต้องการล้มสถาบันกษัตริย์ พวกเขาไม่เริ่มจากการโค่นกษัตริย์ แต่เริ่มจากการบอกว่า “เราขอแค่แก้รัฐธรรมนูญ”

  • สเปน ปี ค.ศ.1931 .... รัฐธรรมนูญใหม่ ถูกเสนอในนามของความก้าวหน้า แต่เนื้อแท้ คือ การตัดอำนาจเชิงโครงสร้างของสถาบัน ผลลัพธ์ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่งดงาม แต่คือสงครามกลางเมือง เลือด และความแตกแยกยาวนาน
  • รัสเซีย ปี ค.ศ. 1917 ... ซาร์ยังอยู่ แต่ไม่มีอำนาจ และเมื่อสถาบันกลายเป็นเพียงเงา การล้มก็เป็นเพียงพิธีกรรมขั้นสุดท้าย

รัฐธรรมนูญคือด่านแรก

ใครก็ตาม ที่บอกว่า “ไม่เกี่ยวกับสถาบัน” ควรถูกตั้งคำถามก่อนเสมอ

การทำให้กองทัพ “แพ้” โดยไม่ต้องรบ .... 

ไม่มีระบอบกษัตริย์ใดอยู่ได้ หากกองทัพอ่อนแอ และไม่มีฝ่ายซ้ายใด โง่พอจะปะทะกองทัพตรงๆ วิธีที่ใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ “ด้อยค่ากองทัพ” .... “ตัดงบประมาณของกองทัพฯ” ทำให้คำว่า “ทหาร” กลายเป็นภาพลบในสังคม เช่น “ทหารมีไว้ทำไม” (แอดมิน misc.today)

  • ฝรั่งเศสก่อนปี ค.ศ. 1789 ... กองทัพขาดงบ ไร้เกียรติ นายทหารถูกวาดภาพเป็นศัตรูของประชาชน เมื่อการปฏิวัติมาถึง กองทัพไม่เหลือพลังจะปกป้องอะไรเลย .!!!
  • อิหร่าน ปี ค.ศ. 1979 .... กองทัพของพระเจ้าชาห์ ไม่ได้แพ้ในสนามรบ แต่แพ้ในสนามศีลธรรม และเมื่อทหารลังเล ระบอบก็จบ ....

สูตรอันตรายที่สุด คือ แยกทหารผู้น้อยออกจากกองทัพ

   ถ้ามียุทธศาสตร์ใดที่การปฏิวัติทุกครั้ง ต้องใช้ มันคือ  การทำให้ทหารไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา

  • รัสเซีย ปี ค.ศ. 1917 .... เกิด “สภาทหาร” ของทหารชั้นผู้น้อย ... คำสั่งกลายเป็นเรื่องต่อรอง กองทัพกลายเป็นฝูงชนติดอาวุธ
  • จีนคอมมิวนิสต์  คำว่า “ทหารของประชาชน” ถูกใช้เพื่อดึงทหารออกจากความจงรักภักดีเดิม เมื่อกองทัพ ไม่ขึ้นกับสถาบันใดๆ สถาบันนั้นย่อมพัง นี่ไม่ใช่อุดมการณ์ แต่ นี่คือเทคนิค....


 
เมื่อโจมตีสถาบันไม่ได้  ก็โจมตี “คุณค่า”

ในโลกสมัยใหม่ การล้มสถาบันฯ ไม่จำเป็นต้องล้มตัวบุคคล แค่ทำให้คุณค่าที่สถาบันยืนอยู่ กลายเป็นของน่ารังเกียจ

ยุโรป ทำลายศีลธรรมศาสนา ก่อนที่จะโค่นกษัตริย์ คอมมิวนิสต์ทำลาย “วัฒนธรรมเก่า” ก่อนยึดอำนาจ  ในประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่นโยบาย แต่คือ สายใยทางศีลธรรม ระหว่างสถาบันกับประชาชน .... แต่ ...กลับถูกบิดเบือนให้กลายเป็น “การกดให้จน” และ “เครื่องมือชนชั้นนำ” นั่นไม่ใช่การวิจารณ์ แต่นั่น คือ  “การตัดราก”

 

บทสรุปที่โลกเห็นมาแล้ว ....

ไม่มีประเทศใดในประวัติศาสตร์ ที่ล้มสถาบันกษัตริย์แล้วได้เสรีภาพ ตามที่สัญญา ฝรั่งเศส ได้จักรพรรดิ ....

รัสเซีย ได้เผด็จการ  อิหร่าน ได้ระบอบศาสนาที่เข้มข้นกว่าเดิมสเปน ได้สงครามกลางเมือง สิ่งที่หายไปคือ สถาบัน สิ่งที่มาแทนคือ อำนาจที่ไม่ต้องอธิบายกับใคร ...

คำเตือนถึงสังคมไทย

อันตรายที่สุด ไม่ใช่คนที่ตะโกนล้มเจ้า แต่อันตรายที่สุดคือ คนที่บอกว่าไม่ล้ม แต่ค่อยๆ ดึงเสาออกทีละต้น .....


ประวัติศาสตร์ไม่ได้ซ้ำรอยเพราะโชคชะตา มันซ้ำรอยเพราะประชาชนถูกทำให้ลืม และเมื่อวันหนึ่ง เราหันกลับไปมอง ประเทศอาจไม่เหลืออะไรให้ปกป้อง นอกจากคำว่า   
“รู้อย่างนี้ น่าจะรู้ทันตั้งแต่แรก”

บทความโดย : Arwin Intrungsi






ขับเคลื่อนโดย Blogger.

 
miscthailand